รู้อาการ รักษาทัน ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome-ACS) หมายถึง กลุ่มอาการที่มีลักษณะบ่งชี้ถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน อาการที่สำคัญ คือ เจ็บเค้นอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือเจ็บขณะพักนานกว่า 20 นาที หรือเจ็บเค้นอกซึ่งเกิดขึ้นใหม่รุนแรงกว่าเดิม ร้อยละ 70 มีสาเหตุมาจากหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตันจากการแตกของตะกรัน แบ่งตามลักษณะอาการทางคลินิกได้ 3 กลุ่ม คือ

1. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่พบการยกตัวผิดปกติของช่วง ST (ST segment) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นกลุ่มอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และพบค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจผิดปกติ มักแสดงถึงการอุดตันของหลอดเลือดแดงหัวใจเส้นสำคัญ ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ ตลอดความหนาของผนังกล้ามเนื้อหัวใจ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตกะทันหันได้

 

รูปที่ 1: ภาพแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่พบการยกตัวของช่วง ST

 

 

2. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่พบการยกตัวของช่วง ST (ST segment) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ร่วมกับพบค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจผิดปกติ บ่งบอกถึงการอุดตันของหลอดเลือดแดงหัวใจบางส่วน ในกรณีนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดเพียงส่วนหนึ่งของผนังกล้ามเนื้อ

 

รูปที่ 2: ภาพแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ไม่พบการยกตัวของช่วง ST

 

3. ภาวะอาการเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ เป็นกลุ่มอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่อาจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติหรือผิดปกติได้แต่ค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจปกติ อาการปวดที่เป็นในแต่ละครั้งจะเพิ่มความปวดที่รุนแรงและนานมากขึ้น

สาเหตุของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

เป็นสภาวะของหลอดเลือดหัวใจที่เสื่อมสภาพหรือแข็งตัวแล้วเกิดมีการฉีกขาด หรือปริแตกที่ด้านในของผนังหลอดเลือด เกล็ดเลือดจะเกาะกลุ่มอย่างรวดเร็วบริเวณที่มีการปริแตกหรือฉีกขาด ซึ่งจะมีการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอย่างรวดเร็วในบริเวณดังกล่าว หากลิ่มเลือดอุดกั้นบางส่วนทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกไม่คงที่แต่ยังไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจตาย กรณีลิ่มเลือดเกิดการอุดตันโดยสมบูรณ์จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

 

 

ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด?

1. ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  • เพศ เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
  • อายุ เพศชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปี มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัว (first degree relative) หมายถึง พ่อแม่ พี่น้อง ลูก เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก่อนวัยอันควร (เพศชายอายุน้อยกว่า 55 ปี เพศหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี)

2. ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้

  • ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคตา หรือโรคไต
  • ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันจะจับที่ผนังด้านในหลอดเลือดหัวใจเกิดการรวมตัวเป็นแผ่นหนามากขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • การสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง เกิดความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบแข็งได้
  • อ้วนลงพุง เนื่องจากคนที่อ้วนลงพุงส่วนใหญ่พบว่ามีระดับไขมันในหลอดเลือดสูง โดยพิจารณาได้จากขนาดของเส้นรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร
  • ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก การเผาผลาญพลังงานน้อย และเกิดการสะสมของไขมันได้
  • ความเครียด ทำให้ร่างกายเกิด การเผาผลาญไขมันในหลอดเลือดผิดปกติ ทำให้ระดับไขมันในหลอดเลือดสูงได้

อาการแสดงของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

  1. เจ็บแน่นหน้าอก มีอาการเจ็บแน่นอยู่ใต้หน้าอก อาจร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ หรือกราม อาการเจ็บประมาณ 5-10 นาที อาจถูกกระตุ้นโดยการออกแรง หรือภาวะเครียด อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พักหรือใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือพ่นยาใต้ลิ้น แต่ในภาวะกล้ามเนื้อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างต่อเนื่อง แม้จะอมยาใต้ลิ้นแล้ว หรือมีการเจ็บแน่นหน้าอกแม้ในขณะนั่งพักก็ได้
  2. ใจสั่น เหงื่อออกมาก เหนื่อยง่าย

แนวทางการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

แบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดพบการยกตัวอย่างผิดปกติของช่วง ST segment (STEMI) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

เป้าหมายสำคัญ คือ ควรเปิดหลอดเลือดทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากมีอาการเจ็บเค้นอก ภายใน 12-24 ชั่วโมง พิจารณาการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยทำการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน และ/หรือใส่ขดลวด

2. กลุ่มภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดไม่พบการยกตัวอย่างผิดปกติของช่วง ST segment (Non-STEMI) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

พิจารณาการรักษาโดยการเปิดหลอดเลือดหัวใจที่อุดตันด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ และใส่ขดลวดค้ำยันโดยเร็วในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้

  • เจ็บเค้นอกและอาการไม่ดีขึ้น หลังให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาต้านเกล็ดเลือดและยาบรรเทาอาการเจ็บเค้นอก
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอกไม่คงที่ เป็นๆ หายๆ ภาวะไหลเวียนโลหิตไม่คงที่ มีอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจ

1. การขยายด้วยบอลลูน และ/หรือการขยายด้วยขดลวด มีทั้งขดลวดแบบเคลือบยา ไม่เคลือบยา และขดลวดแบบละลายได้ พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

 

 

2. การรักษาด้วยการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลเวียนข้ามบริเวณที่มีการตีบตันไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ทำในกรณีใส่ขดลวดไม่ได้ หรือตรวจพบภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย

 

 

3. การรักษาด้วยยา

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที การออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือ การเดิน โดยเริ่มเดินช้าๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง
  2. เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันทีและอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด หากอาการยังไม่ทุเลาลงให้อมยาใต้ลิ้นซํ้าได้อีก 1 เม็ด ห่างกัน 5 นาที แต่ไม่ควรเกิน 3 เม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นใน 15-20 นาที ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  3. ทำจิตใจให้สงบ หาเวลาพักผ่อนและลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น การดูเกมกีฬา การแข่งขันที่เร้าใจ
  4. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ หากมีอาการใจสั่น หายใจขัด หรือเจ็บหน้าอกนานเกิน 15 นาทีหลังมีเพศสัมพันธ์ควรปรึกษาแพทย์
  5. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระแรง ๆ
  6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเค็มและหวาน
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำชา กาแฟ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

1. อาการเจ็บหน้าอก (Angina pectoris)

  • มีอาการเจ็บลึกๆ แน่น ๆ บริเวณกลางหน้าอกหรือใต้อก ลักษณะเหมือนถูกรัด ถูกกด หรือถูกบีบ อาจร้าวไปที่บริเวณไหล่ แขน โดยเฉพาะไหล่และแขนซ้ายด้านใน หรือร้าวไปบริเวณคอ ขากรรไกร หรือลิ้นปี่
  • อาการเจ็บจะเป็นนานประมาณ 5-10 นาที
  • มีการใช้ยาอมใต้ลิ้นหรือพ่นยาใต้ลิ้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

2. ใจสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด เป็นลม หมดสติ

3. อาการเหนื่อยร่วมกับหายใจไม่อิ่ม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ. นพ.นราธิป ชุณหะมณีวัฒน์


Q&A เกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

1.  ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) คืออะไร?

ตอบ: เป็นกลุ่มอาการที่แสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตันจากการแตกของตะกรัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทันและเสี่ยงเสียชีวิตกะทันหัน

2. อาการเจ็บหน้าอกแบบไหนที่เสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน?

ตอบ: มีอาการเจ็บลึก ๆ แน่น ๆ บริเวณกลางหน้าอกหรือใต้อก เหมือนถูกรัด กด หรือบีบ ร้าวไปที่ไหล่ แขนซ้าย คอ ขากรรไกร หรือลิ้นปี่ นานเกิน 5-10 นาที และไม่ดีขึ้นแม้จะได้พักหรืออมยาใต้ลิ้น

3.  สาเหตุหลักของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคืออะไร?

ตอบ: เกิดจากหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพจนเกิดการปริแตกที่ผนังด้านใน ทำให้เกล็ดเลือดมารวมตัวและเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน

4. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมและหลีกเลี่ยงได้มีอะไรบ้าง?

ตอบ: ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, ระดับไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่, โรคเบาหวาน, ภาวะอ้วนลงพุง, การขาดออกกำลังกาย และความเครียด

5. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม?

ตอบ: แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอนไซม์ ได้แก่ ชนิด STEMI พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจยกตัวผิดปกติ, ชนิด Non-STEMI ไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจยกตัวแต่เอนไซม์หัวใจผิดปกติ และภาวะเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ (Unstable Angina)

6. หากมีอาการเจ็บหน้าอกควรปฏิบัติตัวอย่างไรเบื้องต้น?

ตอบ: ให้หยุดกิจกรรมทันทีแล้วอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด หากไม่ทุเลาให้อมซ้ำได้ห่างกัน 5 นาที (ไม่เกิน 3 เม็ด) หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 15-20 นาที ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

7. แนวทางการรักษาทางการแพทย์ทำอย่างไรบ้าง?

ตอบ: แพทย์จะพิจารณาเปิดหลอดเลือดหัวใจที่อุดตันเร่งด่วน โดยการฉีดสีร่วมกับการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด, การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) หรือการรักษาด้วยยาตามดุลพินิจของแพทย์

8. ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังการรักษา?

ตอบ: ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รสเค็มจัดและหวานจัด, งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์, ควบคุมความเครียด และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง ๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

 ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome-ACS) หมายถึง กลุ่มอาการที่มีลักษณะบ่งชี้ถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน อาการที่สำคัญ คือ เจ็บเค้นอกรุนแรงเฉียบพลัน หรือเจ็บขณะพักนานกว่า 20 นาที หรือเจ็บเค้นอกซึ่งเกิดขึ้นใหม่รุนแรงกว่าเดิม ร้อยละ 70 มีสาเหตุมาจากหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตันจากการแตกของตะกรัน แบ่งตามลักษณะอาการทางคลินิกได้ 3 กลุ่ม คือ

1. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่พบการยกตัวผิดปกติของช่วง ST (ST segment) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นกลุ่มอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และพบค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจผิดปกติ มักแสดงถึงการอุดตันของหลอดเลือดแดงหัวใจเส้นสำคัญ ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดของกล้ามเนื้อหัวใจ ตลอดความหนาของผนังกล้ามเนื้อหัวใจ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตกะทันหันได้

 

รูปที่ 1: ภาพแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่พบการยกตัวของช่วง ST

 

 

2. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่พบการยกตัวของช่วง ST (ST segment) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ร่วมกับพบค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจผิดปกติ บ่งบอกถึงการอุดตันของหลอดเลือดแดงหัวใจบางส่วน ในกรณีนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดเพียงส่วนหนึ่งของผนังกล้ามเนื้อ

 

รูปที่ 2: ภาพแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ไม่พบการยกตัวของช่วง ST

 

3. ภาวะอาการเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ เป็นกลุ่มอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่อาจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติหรือผิดปกติได้แต่ค่าเอ็นไซม์การทำงานของหัวใจปกติ อาการปวดที่เป็นในแต่ละครั้งจะเพิ่มความปวดที่รุนแรงและนานมากขึ้น

สาเหตุของการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

เป็นสภาวะของหลอดเลือดหัวใจที่เสื่อมสภาพหรือแข็งตัวแล้วเกิดมีการฉีกขาด หรือปริแตกที่ด้านในของผนังหลอดเลือด เกล็ดเลือดจะเกาะกลุ่มอย่างรวดเร็วบริเวณที่มีการปริแตกหรือฉีกขาด ซึ่งจะมีการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอย่างรวดเร็วในบริเวณดังกล่าว หากลิ่มเลือดอุดกั้นบางส่วนทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกไม่คงที่แต่ยังไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจตาย กรณีลิ่มเลือดเกิดการอุดตันโดยสมบูรณ์จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

 

 

ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด?

1. ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  • เพศ เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
  • อายุ เพศชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปี มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัว (first degree relative) หมายถึง พ่อแม่ พี่น้อง ลูก เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก่อนวัยอันควร (เพศชายอายุน้อยกว่า 55 ปี เพศหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี)

2. ปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้

  • ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคตา หรือโรคไต
  • ระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันจะจับที่ผนังด้านในหลอดเลือดหัวใจเกิดการรวมตัวเป็นแผ่นหนามากขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • การสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง เกิดความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบแข็งได้
  • อ้วนลงพุง เนื่องจากคนที่อ้วนลงพุงส่วนใหญ่พบว่ามีระดับไขมันในหลอดเลือดสูง โดยพิจารณาได้จากขนาดของเส้นรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร และผู้หญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร
  • ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก การเผาผลาญพลังงานน้อย และเกิดการสะสมของไขมันได้
  • ความเครียด ทำให้ร่างกายเกิด การเผาผลาญไขมันในหลอดเลือดผิดปกติ ทำให้ระดับไขมันในหลอดเลือดสูงได้

อาการแสดงของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

  1. เจ็บแน่นหน้าอก มีอาการเจ็บแน่นอยู่ใต้หน้าอก อาจร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ หรือกราม อาการเจ็บประมาณ 5-10 นาที อาจถูกกระตุ้นโดยการออกแรง หรือภาวะเครียด อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พักหรือใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือพ่นยาใต้ลิ้น แต่ในภาวะกล้ามเนื้อโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างต่อเนื่อง แม้จะอมยาใต้ลิ้นแล้ว หรือมีการเจ็บแน่นหน้าอกแม้ในขณะนั่งพักก็ได้
  2. ใจสั่น เหงื่อออกมาก เหนื่อยง่าย

แนวทางการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

แบ่งตามความรุนแรงของโรคได้ 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดพบการยกตัวอย่างผิดปกติของช่วง ST segment (STEMI) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

เป้าหมายสำคัญ คือ ควรเปิดหลอดเลือดทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากมีอาการเจ็บเค้นอก ภายใน 12-24 ชั่วโมง พิจารณาการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยทำการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน และ/หรือใส่ขดลวด

2. กลุ่มภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ชนิดไม่พบการยกตัวอย่างผิดปกติของช่วง ST segment (Non-STEMI) ในคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

พิจารณาการรักษาโดยการเปิดหลอดเลือดหัวใจที่อุดตันด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ และใส่ขดลวดค้ำยันโดยเร็วในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้

  • เจ็บเค้นอกและอาการไม่ดีขึ้น หลังให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาต้านเกล็ดเลือดและยาบรรเทาอาการเจ็บเค้นอก
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอกไม่คงที่ เป็นๆ หายๆ ภาวะไหลเวียนโลหิตไม่คงที่ มีอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษาโดยการขยายหลอดเลือดหัวใจ

1. การขยายด้วยบอลลูน และ/หรือการขยายด้วยขดลวด มีทั้งขดลวดแบบเคลือบยา ไม่เคลือบยา และขดลวดแบบละลายได้ พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

 

 

2. การรักษาด้วยการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เป็นการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลเวียนข้ามบริเวณที่มีการตีบตันไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ ทำในกรณีใส่ขดลวดไม่ได้ หรือตรวจพบภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย

 

 

3. การรักษาด้วยยา

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาที การออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือ การเดิน โดยเริ่มเดินช้าๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง
  2. เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันทีและอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด หากอาการยังไม่ทุเลาลงให้อมยาใต้ลิ้นซํ้าได้อีก 1 เม็ด ห่างกัน 5 นาที แต่ไม่ควรเกิน 3 เม็ด หากอาการไม่ดีขึ้นใน 15-20 นาที ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  3. ทำจิตใจให้สงบ หาเวลาพักผ่อนและลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น การดูเกมกีฬา การแข่งขันที่เร้าใจ
  4. สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ หากมีอาการใจสั่น หายใจขัด หรือเจ็บหน้าอกนานเกิน 15 นาทีหลังมีเพศสัมพันธ์ควรปรึกษาแพทย์
  5. หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระแรง ๆ
  6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีรสเค็มและหวาน
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำชา กาแฟ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์

1. อาการเจ็บหน้าอก (Angina pectoris)

  • มีอาการเจ็บลึกๆ แน่น ๆ บริเวณกลางหน้าอกหรือใต้อก ลักษณะเหมือนถูกรัด ถูกกด หรือถูกบีบ อาจร้าวไปที่บริเวณไหล่ แขน โดยเฉพาะไหล่และแขนซ้ายด้านใน หรือร้าวไปบริเวณคอ ขากรรไกร หรือลิ้นปี่
  • อาการเจ็บจะเป็นนานประมาณ 5-10 นาที
  • มีการใช้ยาอมใต้ลิ้นหรือพ่นยาใต้ลิ้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น

2. ใจสั่น เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด เป็นลม หมดสติ

3. อาการเหนื่อยร่วมกับหายใจไม่อิ่ม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ. นพ.นราธิป ชุณหะมณีวัฒน์


Q&A เกี่ยวกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

1.  ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS) คืออะไร?

ตอบ: เป็นกลุ่มอาการที่แสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดแดงหัวใจอุดตันจากการแตกของตะกรัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ทันและเสี่ยงเสียชีวิตกะทันหัน

2. อาการเจ็บหน้าอกแบบไหนที่เสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน?

ตอบ: มีอาการเจ็บลึก ๆ แน่น ๆ บริเวณกลางหน้าอกหรือใต้อก เหมือนถูกรัด กด หรือบีบ ร้าวไปที่ไหล่ แขนซ้าย คอ ขากรรไกร หรือลิ้นปี่ นานเกิน 5-10 นาที และไม่ดีขึ้นแม้จะได้พักหรืออมยาใต้ลิ้น

3.  สาเหตุหลักของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันคืออะไร?

ตอบ: เกิดจากหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพจนเกิดการปริแตกที่ผนังด้านใน ทำให้เกล็ดเลือดมารวมตัวและเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นหลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลัน

4. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมและหลีกเลี่ยงได้มีอะไรบ้าง?

ตอบ: ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, ระดับไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่, โรคเบาหวาน, ภาวะอ้วนลงพุง, การขาดออกกำลังกาย และความเครียด

5. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม?

ตอบ: แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอนไซม์ ได้แก่ ชนิด STEMI พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจยกตัวผิดปกติ, ชนิด Non-STEMI ไม่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจยกตัวแต่เอนไซม์หัวใจผิดปกติ และภาวะเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ (Unstable Angina)

6. หากมีอาการเจ็บหน้าอกควรปฏิบัติตัวอย่างไรเบื้องต้น?

ตอบ: ให้หยุดกิจกรรมทันทีแล้วอมยาใต้ลิ้น 1 เม็ด หากไม่ทุเลาให้อมซ้ำได้ห่างกัน 5 นาที (ไม่เกิน 3 เม็ด) หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 15-20 นาที ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

7. แนวทางการรักษาทางการแพทย์ทำอย่างไรบ้าง?

ตอบ: แพทย์จะพิจารณาเปิดหลอดเลือดหัวใจที่อุดตันเร่งด่วน โดยการฉีดสีร่วมกับการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด, การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) หรือการรักษาด้วยยาตามดุลพินิจของแพทย์

8. ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังการรักษา?

ตอบ: ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รสเค็มจัดและหวานจัด, งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์, ควบคุมความเครียด และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง ๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง