การดูแลสุขภาพช่องปากในผู้มีโรคประจำตัว

ทำไมผู้มีโรคประจำตัวจึงต้องระวังเรื่องสุขภาพช่องปากเป็นพิเศษ?

การติดเชื้อที่มีสาเหตุจากเหงือกและฟัน มีอาการแสดงตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยเฉพาะที่ หรืออาจรุนแรงลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว อาจส่งผลให้โรคทางระบบอื่นที่เป็นอยู่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงทำให้ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ ซึ่งบางครั้งผลกระทบนั้นอาจรุนแรงถึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรได้รับการกำจัดเชื้อในช่องปาก โดยการรักษาฟันผุและเหงือกอักเสบทั้งก่อนและหลังการรักษาโรค

8 กลุ่มโรคประจำตัวที่ต้องดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเคร่งครัด

  1. ผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคเยื่อบุผนังหัวใจอักเสบ หากมีแหล่งเชื้อโรคอยู่ในช่องปากจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ อาจทำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มบุหัวใจอักเสบได้
  2. โรคเบาหวาน การมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและมีความรุนแรงกว่าคนปกติ
  3. ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ที่ต้องล้างไตเป็นประจำ
  4. ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ ผลกระทบจากการฉายรังสีทำให้มีการหลุดลอกของเนื้อเยื่อบุผิวในช่องปาก ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยลงมีโอกาสเกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายขึ้น
  5. ผู้ป่วยทางโลหิตวิทยา เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด มีผลทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลงกว่าปกติ ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โรคธาลัสซีเมียที่ได้รับการตัดม้าม
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์ มีผลทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  7. ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อตนเอง (SLE)
  8. ผู้ป่วยที่มีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ โรคในช่องปาก เช่น โรคฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ อาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกาย โดยผ่านทางกระแสเลือดจนทำให้มีไข้ขึ้นสูงได้

วิธีการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันสำหรับผู้มีโรคประจำตัว

  1. แปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า-ก่อนนอน) ด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม หรือแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อและแปรงลิ้นทุกครั้งหลังการแปรงฟัน
  2. ใช้ไหมขัดฟัน ช่วยทำความสะอาดซอกฟันภายหลังการแปรงฟันทุกครั้ง เพื่อช่วยทำความสะอาดบริเวณฟันด้านที่ประชิดกัน
  3. ตรวจสุขภาพในช่องปาก ด้วยตนเองเป็นประจำ
  4. พบทันตแพทย์ ตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อติดตามอาการทุก 6 เดือน เป็นอย่างน้อย

ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญเมื่อต้องพบทันตแพทย์

  1. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดออกง่าย-หยุดยาก อาจต้องตรวจเลือดก่อนการเข้ารับบริการด้านทันตกรรม
  2. ผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Aspirin, Plavix, Coumadin, Warfarin, Orfarin และอื่น ๆ ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อนทำการรักษาทุกครั้ง และไม่ควรหยุดยาเอง
  3. ผู้ป่วยที่ต้องได้รับหัตถการที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ จะได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการรักษา 1 ชั่วโมง
  4. พบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หากขัดข้องต้องโทร.1474 เพื่อขอเปลี่ยนวันนัดหมาย

ดาวน์โหลด โบรชัวร์ดูแลใส่ใจสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว >>คลิกที่นี่<<


Q&A เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้มีโรคประจำตัว

1. ทำไมผู้มีโรคประจำตัวจึงต้องดูแลสุขภาพช่องปากเป็นพิเศษ?

ตอบ: เพราะเชื้อโรคจากฟันผุและเหงือกอักเสบสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด ไปกระตุ้นให้โรคประจำตัวรุนแรงขึ้น หรือเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

2. ผู้ป่วยโรคหัวใจมีความเสี่ยงอะไรหากมีฟันผุ?

ตอบ: เชื้อโรคจากช่องปากอาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบรุนแรงได้

3. โรคเบาหวานส่งผลต่อช่องปากอย่างไร?

ตอบ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติทั่วไป

4. ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายต้องระวังเรื่องทันตกรรมอย่างไร?

ตอบ: เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลช่องปากอย่างใกล้ชิดและควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมกับทันตแพทย์ก่อนทำหัตถการ เนื่องจากต้องล้างไตเป็นประจำ

5. ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณศีรษะและลำคอมีปัญหาช่องปากอย่างไร?

ตอบ: การฉายรังสีทำให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยลง เนื้อเยื่อบุผิวหลุดลอก เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบรุนแรง

6. ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดควรดูแลฟันอย่างไร?

ตอบ: เนื่องจากเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย จึงต้องระวังการเกิดแผลหรือการติดเชื้อในช่องปากเป็นพิเศษ

7. ผู้ป่วยที่กินยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Warfarin, Aspirin) ต้องหยุดยาก่อนทำฟันไหม?

ตอบ: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าทุกครั้ง ทันตแพทย์จะประเมินและประสานงานกับแพทย์ผู้รักษาหากจำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนทำฟัน

8. ทำไมผู้ป่วยบางรายต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟัน 1 ชั่วโมง?

ตอบ: เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อระหว่างทำหัตถการทางทันตกรรม

9. วิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องสำหรับผู้มีโรคประจำตัวควรทำอย่างไร?

ตอบ: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนอ่อนนุ่ม ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันทุกครั้ง และแปรงลิ้นหลังแปรงฟันเสมอ

10. หากมีโรคประจำตัว ควรพบทันตแพทย์บ่อยแค่ไหน?

ตอบ: ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 6 เดือน เป็นอย่างน้อย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทันตกรรม ได้ที่ ชั้น 3 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ทำไมผู้มีโรคประจำตัวจึงต้องระวังเรื่องสุขภาพช่องปากเป็นพิเศษ?

การติดเชื้อที่มีสาเหตุจากเหงือกและฟัน มีอาการแสดงตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยเฉพาะที่ หรืออาจรุนแรงลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงและแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัว อาจส่งผลให้โรคทางระบบอื่นที่เป็นอยู่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงทำให้ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้ ซึ่งบางครั้งผลกระทบนั้นอาจรุนแรงถึงทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรได้รับการกำจัดเชื้อในช่องปาก โดยการรักษาฟันผุและเหงือกอักเสบทั้งก่อนและหลังการรักษาโรค

8 กลุ่มโรคประจำตัวที่ต้องดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเคร่งครัด

  1. ผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคเยื่อบุผนังหัวใจอักเสบ หากมีแหล่งเชื้อโรคอยู่ในช่องปากจากฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ อาจทำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อหุ้มบุหัวใจอักเสบได้
  2. โรคเบาหวาน การมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและมีความรุนแรงกว่าคนปกติ
  3. ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ที่ต้องล้างไตเป็นประจำ
  4. ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ ผลกระทบจากการฉายรังสีทำให้มีการหลุดลอกของเนื้อเยื่อบุผิวในช่องปาก ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยลงมีโอกาสเกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายขึ้น
  5. ผู้ป่วยทางโลหิตวิทยา เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด มีผลทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลงกว่าปกติ ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โรคธาลัสซีเมียที่ได้รับการตัดม้าม
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือสเตียรอยด์ มีผลทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  7. ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อตนเอง (SLE)
  8. ผู้ป่วยที่มีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุ โรคในช่องปาก เช่น โรคฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบ อาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทั่วร่างกาย โดยผ่านทางกระแสเลือดจนทำให้มีไข้ขึ้นสูงได้

วิธีการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันสำหรับผู้มีโรคประจำตัว

  1. แปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้า-ก่อนนอน) ด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่ม หรือแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อและแปรงลิ้นทุกครั้งหลังการแปรงฟัน
  2. ใช้ไหมขัดฟัน ช่วยทำความสะอาดซอกฟันภายหลังการแปรงฟันทุกครั้ง เพื่อช่วยทำความสะอาดบริเวณฟันด้านที่ประชิดกัน
  3. ตรวจสุขภาพในช่องปาก ด้วยตนเองเป็นประจำ
  4. พบทันตแพทย์ ตามนัดหมายทุกครั้ง เพื่อติดตามอาการทุก 6 เดือน เป็นอย่างน้อย

ข้อควรปฏิบัติที่สำคัญเมื่อต้องพบทันตแพทย์

  1. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดออกง่าย-หยุดยาก อาจต้องตรวจเลือดก่อนการเข้ารับบริการด้านทันตกรรม
  2. ผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Aspirin, Plavix, Coumadin, Warfarin, Orfarin และอื่น ๆ ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบก่อนทำการรักษาทุกครั้ง และไม่ควรหยุดยาเอง
  3. ผู้ป่วยที่ต้องได้รับหัตถการที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ จะได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการรักษา 1 ชั่วโมง
  4. พบทันตแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หากขัดข้องต้องโทร.1474 เพื่อขอเปลี่ยนวันนัดหมาย

ดาวน์โหลด โบรชัวร์ดูแลใส่ใจสุขภาพช่องปากในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว >>คลิกที่นี่<<


Q&A เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากในผู้มีโรคประจำตัว

1. ทำไมผู้มีโรคประจำตัวจึงต้องดูแลสุขภาพช่องปากเป็นพิเศษ?

ตอบ: เพราะเชื้อโรคจากฟันผุและเหงือกอักเสบสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด ไปกระตุ้นให้โรคประจำตัวรุนแรงขึ้น หรือเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

2. ผู้ป่วยโรคหัวใจมีความเสี่ยงอะไรหากมีฟันผุ?

ตอบ: เชื้อโรคจากช่องปากอาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ ส่งผลให้เกิดภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบรุนแรงได้

3. โรคเบาหวานส่งผลต่อช่องปากอย่างไร?

ตอบ: ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายและมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติทั่วไป

4. ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายต้องระวังเรื่องทันตกรรมอย่างไร?

ตอบ: เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลช่องปากอย่างใกล้ชิดและควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมกับทันตแพทย์ก่อนทำหัตถการ เนื่องจากต้องล้างไตเป็นประจำ

5. ผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาบริเวณศีรษะและลำคอมีปัญหาช่องปากอย่างไร?

ตอบ: การฉายรังสีทำให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายได้น้อยลง เนื้อเยื่อบุผิวหลุดลอก เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุและเหงือกอักเสบรุนแรง

6. ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้เคมีบำบัดควรดูแลฟันอย่างไร?

ตอบ: เนื่องจากเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย จึงต้องระวังการเกิดแผลหรือการติดเชื้อในช่องปากเป็นพิเศษ

7. ผู้ป่วยที่กินยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Warfarin, Aspirin) ต้องหยุดยาก่อนทำฟันไหม?

ตอบ: ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ควรแจ้งทันตแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าทุกครั้ง ทันตแพทย์จะประเมินและประสานงานกับแพทย์ผู้รักษาหากจำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนทำฟัน

8. ทำไมผู้ป่วยบางรายต้องกินยาปฏิชีวนะก่อนทำฟัน 1 ชั่วโมง?

ตอบ: เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อระหว่างทำหัตถการทางทันตกรรม

9. วิธีการแปรงฟันที่ถูกต้องสำหรับผู้มีโรคประจำตัวควรทำอย่างไร?

ตอบ: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งด้วยแปรงขนอ่อนนุ่ม ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันทุกครั้ง และแปรงลิ้นหลังแปรงฟันเสมอ

10. หากมีโรคประจำตัว ควรพบทันตแพทย์บ่อยแค่ไหน?

ตอบ: ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 6 เดือน เป็นอย่างน้อย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทันตกรรม ได้ที่ ชั้น 3 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง