การใช้น้ำตาเทียมหลังทำเลสิก (LASIK) และผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์ : คู่มือดูแลดวงตา

การผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ เช่น เลสิก (LASIK), โฟโทรีแฟรคทีฟ เคอราเท็คโทมี (Photorefractive Keratectomy) หรือรีเล็กซ์สไมล์ (ReLEx SMILE) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการรักษาสายตาสั้นยาวหรือเอียง อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักประสบภาวะตาแห้ง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงชั่วคราวที่พบได้บ่อย น้ำตาเทียมจึงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด

ทำไมหลังทำเลสิก/เลเซอร์สายตา ต้องใช้น้ำตาเทียม?

  1. ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวกระจกตา เพื่อป้องกันการระคายเคือง และลดความรู้สึกไม่สบายตา 
  2. ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล ช่วยให้การฟื้นตัวของกระจกตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสายตา และลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุของอาการตาแห้งหลังทำเลสิก

ในระหว่างการผ่าตัดเลเซอร์เส้นประสาทที่กระจกตาซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำตาอาจถูกรบกวน ส่งผลให้การรับรู้ความแห้ง การหลั่งน้ำตาลดลง ทำให้ตารู้สึกแห้ง เคือง หรือแสบ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัด

หน้าที่และความสำคัญของน้ำตาเทียม

น้ำตาเทียม (artificial tears) คือ สารละลายที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ มีหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นผิวดวงตา ลดการระคายเคือง และช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของผิวตาให้กลับมาสมดุล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาอักเสบ แผลหายช้า หรือปัญหาการมองเห็นไม่คงที่ (visual fluctuation)

วิธีเลือกประเภทน้ำตาเทียม หลังผ่าตัดสายตา

1. น้ำตาเทียมชนิดสารละลาย (แบบน้ำ)

  • แบบมีสารกันเสีย มักจะอยู่ในรูปแบบขวด หลังจากเปิดใช้งานสามารถเก็บไว้ได้ 1 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราว
  • แบบไม่มีสารกันเสีย มักจะบรรจุในรูปแบบหลอดเล็ก ๆ สำหรับเปิดใช้ให้หมด ภายใน 12 - 24 ชม. เหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องหยอดบ่อย ๆ หรือมีอาการแพ้ง่าย

2. น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้ง ใช้ป้ายก่อนนอนเพื่อให้ความชุ่มชื้นยาวนาน

4 คำแนะนำในการใช้น้ำตาเทียมอย่างถูกต้องและปลอดภัย

  1. ใช้ตามคำแนะนําของจักษุแพทย์ โดยทั่วไปจะแนะนําให้ใช้ทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก และค่อย ๆ ลดลงตามอาการ
  2. เลือกชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free) เพื่อลดการระคายเคือง โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้น้ำตาเทียมบ่อย
  3. เก็บให้ถูกวิธี หากเป็นแบบหลอดเดี่ยว ควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมงหลังเปิด และเก็บในที่แห้งสะอาด
  4. หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาหยอดตาอื่นทันที ควรรออย่างน้อย 5–10 นาที หากต้องใช้ยาหยอดตาชนิดอื่นร่วมด้วย

ต้องใช้น้ำตาเทียมนานแค่ไหน?

ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานถึง 3–6 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการและสภาพพื้นฐานของดวงตา ซึ่งควรประเมินร่วมกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่อง

อาการข้างเคียงที่อาจพบได้จากการใช้น้ำตาเทียม

แม้น้ำตาเทียมจะมีความปลอดภัยสูงและมักไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง แต่ในบางกรณีอาจพบอาการผิดปกติ  ได้แก่  

  1. ระคายเคืองตา แสบตา หรือรู้สึกไม่สบายตาหลังหยอด บางคนอาจมีอาการแสบตาหรือรู้สึกระคายเคืองหลังใช้น้ำตาเทียม โดยเฉพาะหากน้ำตาเทียมมีสวนผสมของสารกันเสียที่ทำให้ตารู้สึกไม่สบาย
  2. ตามัวหรือเห็นภาพไม่ชัด หลังจากใช้บางครั้งอาจรู้สึกว่ามีความพร่ามัวในสายตาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งมักเกิดจากการที่น้ำตาเทียมเคลือบบนกระจกตาชั่วคราว
  3. ความรู้สึกเหนียวหรือหนักตา น้ำตาเทียมบางชนิดที่มีเนื้อหนา เช่น น้ำตาเทียมชนิดเจล อาจทำให้รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตาหรือทำให้ตารู้สึกหนัก
  4. แพ้สารบางชนิดในน้ำตาเทียม สารบางชนิดในน้ำตาเทียม เช่น สารกันเสีย หรือสารเติมแต่ง อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในบางคน เช่น คันตา ตาแดง หรือตาบวม

หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากพบอาการผิดปกติภายหลังการทำหัตถการ สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT) ชั้น 4 โทร 02-419-2487 (เวลา 07:00 – 21:00 น.) นอกเวลาดังกล่าวติดต่อ แผนกฉุกเฉิน โทร 1474 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ข้อมูลจาก : พญ.บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์

ชมคลิป ขั้นตอนการเช็ดตาด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ และข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดตา


Q&A เรื่องการใช้น้ำตาเทียมหลังผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์

1. ทำไมหลังผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์ (เช่น เลสิก, ReLEx SMILE, PRK) จึงมักมีอาการตาแห้ง?

ตอบ: เพราะในระหว่างการผ่าตัด เส้นประสาทที่กระจกตาซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำตาอาจถูกรบกวน ส่งผลให้ดวงตารับรู้ความแห้งได้ลดลง และหลั่งน้ำตาออกมาน้อยลงชั่วคราว ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกแห้ง เคือง หรือแสบตา โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนแรก

2. น้ำตาเทียมมีความสำคัญอย่างไรหลังการผ่าตัดสายตา?

ตอบ: น้ำตาเทียมทำหน้าที่เลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง ช่วยให้แผลที่กระจกตาฟื้นตัวและสมานตัวได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาอักเสบ หรือปัญหาการมองเห็นไม่คงที่

3. หลังผ่าตัดสายตา ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมประเภทไหนดีที่สุด?

ตอบ: แนะนำให้ใช้ น้ำตาเทียมชนิดสารละลายแบบไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free) ซึ่งมักบรรจุในหลอดเล็ก ๆ แยกชิ้น เพราะปลอดภัยต่อแผลกระจกตาและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องหยอดตาบ่อย ๆ หลังผ่าตัด

4. น้ำตาเทียมแบบมีสารกันเสีย แตกต่างจากแบบไม่มีสารกันเสียอย่างไร?

ตอบ: แบบมีสารกันเสีย มักเป็นแบบขวด เปิดแล้วเก็บได้นาน 1 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราว ส่วนแบบไม่มีสารกันเสีย มักเป็นหลอดเล็ก ๆ สำหรับเปิดใช้ให้หมดภายใน 12–24 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่ผิวตาแพ้ง่ายและต้องหยอดบ่อย ๆ (แนะนำสำหรับผู้หลังผ่าตัดสายตา)

5. น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้ง มีข้อดีอย่างไรและควรใช้ตอนไหน?

ตอบ: น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้งจะมีความหนาเข้มข้นและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาได้ยาวนาน จึงแนะนำให้ใช้ป้ายตาก่อนนอน เพื่อช่วยเคลือบและรักษาความชุ่มชื้นของดวงตาตลอดคืน

6. ในช่วงสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหยอดน้ำตาเทียมบ่อยแค่ไหน?

ตอบ: โดยทั่วไปจักษุแพทย์จะแนะนำให้หยอดทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับลดความถี่ลงตามอาการและสภาพพื้นฐานของดวงตา

7. น้ำตาเทียมแบบหลอดเดี่ยว (ไม่มีสารกันเสีย) เปิดแล้วเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่?

ตอบ: ควรใช้ให้หมดและทิ้งภายใน 12–24 ชั่วโมงหลังเปิดใช้งาน และควรเก็บในที่แห้งและสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคเนื่องจากไม่มีสารกันเสีย

8. หากต้องใช้ยาหยอดตาชนิดอื่นร่วมด้วย สามารถหยอดพร้อมน้ำตาเทียมได้เลยไหม?

ตอบ: ไม่ควรหยอดพร้อมกันทันทีครับ ควรรออย่างน้อย 5–10 นาที ก่อนที่จะหยอดตาชนิดอื่น เพื่อไม่ให้ยาหยอดตาเจือจางหรือล้างกันเอง และช่วยให้ดวงตาดูดซึมยาแต่ละชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. หลังผ่าตัดสายตา ต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานแค่ไหน?

ตอบ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานประมาณ 3–6 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการ สภาพพื้นฐานดวงตา และการประเมินร่วมกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่อง

10. อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำตาเทียมมีอะไรบ้าง?

ตอบ: แผลผ่าตัดอาจรู้สึกระคายเคืองหรือแสบตาชั่วคราว (โดยเฉพาะหากใช้น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย) มีอาการตามัวหรือภาพพร่าเบลอระยะสั้น ๆ หลังหยอด รู้สึกเหนียวหน่วงตาจากเนื้อเจล หรือในบางรายอาจมีอาการแพ้สารเติมแต่ง เช่น มีอาการคันตา ตาแดง หรือตาบวมได้

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT) ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 การผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ เช่น เลสิก (LASIK), โฟโทรีแฟรคทีฟ เคอราเท็คโทมี (Photorefractive Keratectomy) หรือรีเล็กซ์สไมล์ (ReLEx SMILE) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการรักษาสายตาสั้นยาวหรือเอียง อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักประสบภาวะตาแห้ง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงชั่วคราวที่พบได้บ่อย น้ำตาเทียมจึงมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด

ทำไมหลังทำเลสิก/เลเซอร์สายตา ต้องใช้น้ำตาเทียม?

  1. ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวกระจกตา เพื่อป้องกันการระคายเคือง และลดความรู้สึกไม่สบายตา 
  2. ส่งเสริมกระบวนการสมานแผล ช่วยให้การฟื้นตัวของกระจกตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสายตา และลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

สาเหตุของอาการตาแห้งหลังทำเลสิก

ในระหว่างการผ่าตัดเลเซอร์เส้นประสาทที่กระจกตาซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำตาอาจถูกรบกวน ส่งผลให้การรับรู้ความแห้ง การหลั่งน้ำตาลดลง ทำให้ตารู้สึกแห้ง เคือง หรือแสบ โดยเฉพาะในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัด

หน้าที่และความสำคัญของน้ำตาเทียม

น้ำตาเทียม (artificial tears) คือ สารละลายที่ออกแบบมาเพื่อเลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ มีหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นผิวดวงตา ลดการระคายเคือง และช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของผิวตาให้กลับมาสมดุล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาอักเสบ แผลหายช้า หรือปัญหาการมองเห็นไม่คงที่ (visual fluctuation)

วิธีเลือกประเภทน้ำตาเทียม หลังผ่าตัดสายตา

1. น้ำตาเทียมชนิดสารละลาย (แบบน้ำ)

  • แบบมีสารกันเสีย มักจะอยู่ในรูปแบบขวด หลังจากเปิดใช้งานสามารถเก็บไว้ได้ 1 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราว
  • แบบไม่มีสารกันเสีย มักจะบรรจุในรูปแบบหลอดเล็ก ๆ สำหรับเปิดใช้ให้หมด ภายใน 12 - 24 ชม. เหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องหยอดบ่อย ๆ หรือมีอาการแพ้ง่าย

2. น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้ง ใช้ป้ายก่อนนอนเพื่อให้ความชุ่มชื้นยาวนาน

4 คำแนะนำในการใช้น้ำตาเทียมอย่างถูกต้องและปลอดภัย

  1. ใช้ตามคำแนะนําของจักษุแพทย์ โดยทั่วไปจะแนะนําให้ใช้ทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก และค่อย ๆ ลดลงตามอาการ
  2. เลือกชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free) เพื่อลดการระคายเคือง โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องใช้น้ำตาเทียมบ่อย
  3. เก็บให้ถูกวิธี หากเป็นแบบหลอดเดี่ยว ควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมงหลังเปิด และเก็บในที่แห้งสะอาด
  4. หลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาหยอดตาอื่นทันที ควรรออย่างน้อย 5–10 นาที หากต้องใช้ยาหยอดตาชนิดอื่นร่วมด้วย

ต้องใช้น้ำตาเทียมนานแค่ไหน?

ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานถึง 3–6 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการและสภาพพื้นฐานของดวงตา ซึ่งควรประเมินร่วมกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่อง

อาการข้างเคียงที่อาจพบได้จากการใช้น้ำตาเทียม

แม้น้ำตาเทียมจะมีความปลอดภัยสูงและมักไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง แต่ในบางกรณีอาจพบอาการผิดปกติ  ได้แก่  

  1. ระคายเคืองตา แสบตา หรือรู้สึกไม่สบายตาหลังหยอด บางคนอาจมีอาการแสบตาหรือรู้สึกระคายเคืองหลังใช้น้ำตาเทียม โดยเฉพาะหากน้ำตาเทียมมีสวนผสมของสารกันเสียที่ทำให้ตารู้สึกไม่สบาย
  2. ตามัวหรือเห็นภาพไม่ชัด หลังจากใช้บางครั้งอาจรู้สึกว่ามีความพร่ามัวในสายตาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งมักเกิดจากการที่น้ำตาเทียมเคลือบบนกระจกตาชั่วคราว
  3. ความรู้สึกเหนียวหรือหนักตา น้ำตาเทียมบางชนิดที่มีเนื้อหนา เช่น น้ำตาเทียมชนิดเจล อาจทำให้รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตาหรือทำให้ตารู้สึกหนัก
  4. แพ้สารบางชนิดในน้ำตาเทียม สารบางชนิดในน้ำตาเทียม เช่น สารกันเสีย หรือสารเติมแต่ง อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในบางคน เช่น คันตา ตาแดง หรือตาบวม

หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากพบอาการผิดปกติภายหลังการทำหัตถการ สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT) ชั้น 4 โทร 02-419-2487 (เวลา 07:00 – 21:00 น.) นอกเวลาดังกล่าวติดต่อ แผนกฉุกเฉิน โทร 1474 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ข้อมูลจาก : พญ.บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์

ชมคลิป ขั้นตอนการเช็ดตาด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ และข้อควรปฏิบัติหลังผ่าตัดตา


Q&A เรื่องการใช้น้ำตาเทียมหลังผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์

1. ทำไมหลังผ่าตัดสายตาด้วยเลเซอร์ (เช่น เลสิก, ReLEx SMILE, PRK) จึงมักมีอาการตาแห้ง?

ตอบ: เพราะในระหว่างการผ่าตัด เส้นประสาทที่กระจกตาซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำตาอาจถูกรบกวน ส่งผลให้ดวงตารับรู้ความแห้งได้ลดลง และหลั่งน้ำตาออกมาน้อยลงชั่วคราว ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกแห้ง เคือง หรือแสบตา โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนแรก

2. น้ำตาเทียมมีความสำคัญอย่างไรหลังการผ่าตัดสายตา?

ตอบ: น้ำตาเทียมทำหน้าที่เลียนแบบน้ำตาธรรมชาติ โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดอาการระคายเคือง ช่วยให้แผลที่กระจกตาฟื้นตัวและสมานตัวได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาอักเสบ หรือปัญหาการมองเห็นไม่คงที่

3. หลังผ่าตัดสายตา ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมประเภทไหนดีที่สุด?

ตอบ: แนะนำให้ใช้ น้ำตาเทียมชนิดสารละลายแบบไม่มีสารกันเสีย (Preservative-free) ซึ่งมักบรรจุในหลอดเล็ก ๆ แยกชิ้น เพราะปลอดภัยต่อแผลกระจกตาและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องหยอดตาบ่อย ๆ หลังผ่าตัด

4. น้ำตาเทียมแบบมีสารกันเสีย แตกต่างจากแบบไม่มีสารกันเสียอย่างไร?

ตอบ: แบบมีสารกันเสีย มักเป็นแบบขวด เปิดแล้วเก็บได้นาน 1 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้เป็นครั้งคราว ส่วนแบบไม่มีสารกันเสีย มักเป็นหลอดเล็ก ๆ สำหรับเปิดใช้ให้หมดภายใน 12–24 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่ผิวตาแพ้ง่ายและต้องหยอดบ่อย ๆ (แนะนำสำหรับผู้หลังผ่าตัดสายตา)

5. น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้ง มีข้อดีอย่างไรและควรใช้ตอนไหน?

ตอบ: น้ำตาเทียมชนิดเจลหรือขี้ผึ้งจะมีความหนาเข้มข้นและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาได้ยาวนาน จึงแนะนำให้ใช้ป้ายตาก่อนนอน เพื่อช่วยเคลือบและรักษาความชุ่มชื้นของดวงตาตลอดคืน

6. ในช่วงสัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหยอดน้ำตาเทียมบ่อยแค่ไหน?

ตอบ: โดยทั่วไปจักษุแพทย์จะแนะนำให้หยอดทุก 1–2 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรก หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับลดความถี่ลงตามอาการและสภาพพื้นฐานของดวงตา

7. น้ำตาเทียมแบบหลอดเดี่ยว (ไม่มีสารกันเสีย) เปิดแล้วเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่?

ตอบ: ควรใช้ให้หมดและทิ้งภายใน 12–24 ชั่วโมงหลังเปิดใช้งาน และควรเก็บในที่แห้งและสะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคเนื่องจากไม่มีสารกันเสีย

8. หากต้องใช้ยาหยอดตาชนิดอื่นร่วมด้วย สามารถหยอดพร้อมน้ำตาเทียมได้เลยไหม?

ตอบ: ไม่ควรหยอดพร้อมกันทันทีครับ ควรรออย่างน้อย 5–10 นาที ก่อนที่จะหยอดตาชนิดอื่น เพื่อไม่ให้ยาหยอดตาเจือจางหรือล้างกันเอง และช่วยให้ดวงตาดูดซึมยาแต่ละชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

9. หลังผ่าตัดสายตา ต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานแค่ไหน?

ตอบ: ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจต้องใช้น้ำตาเทียมต่อเนื่องนานประมาณ 3–6 เดือน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการ สภาพพื้นฐานดวงตา และการประเมินร่วมกับจักษุแพทย์อย่างต่อเนื่อง

10. อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำตาเทียมมีอะไรบ้าง?

ตอบ: แผลผ่าตัดอาจรู้สึกระคายเคืองหรือแสบตาชั่วคราว (โดยเฉพาะหากใช้น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย) มีอาการตามัวหรือภาพพร่าเบลอระยะสั้น ๆ หลังหยอด รู้สึกเหนียวหน่วงตาจากเนื้อเจล หรือในบางรายอาจมีอาการแพ้สารเติมแต่ง เช่น มีอาการคันตา ตาแดง หรือตาบวมได้

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT) ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง