5 ความเข้าใจผิด ไมเกรน ที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน พร้อมวิธีรักษาที่ถูกต้อง
เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อโรคปวดศีรษะไมเกรน แต่อาจจะยังมีบางประเด็นที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับโรคนี้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเข้าใจผิด ๆ บางส่วนเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะชนิดนี้กัน และเน้นย้ำทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการการรักษาโรคไมเกรนอย่างถูกต้อง
1. ทุกอาการปวดหัว... ไม่ใช่ "ไมเกรน" เสมอไป
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะ มักเข้าใจและเรียกอาการปวดศีรษะของตนเองจนติดปากว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่ในความเป็นจริงอาการปวดศีรษะอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่น เช่น tension-type headache หรืออาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากพยาธิสภาพรอบกะโหลกศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ โพรงไซนัส ข้อกรามอักเสบ เป็นต้น ในผู้ป่วยหลายรายยังมีอาการปวดศีรษะจากสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างได้ด้วยเช่นกัน
การวินิฉัยโรคไมเกรนอาศัยประวัติลักษณะอาการปวดเป็นสำคัญร่วมกับการตรวจร่างกาย การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมทางรังสีวิทยาไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวินิฉัยโรคไมเกรนโดยตรง แต่หากเป็นการใช้เพื่อแยกโรคที่มีพยาธิสภาพอื่นที่อาจสงสัยว่าทำให้เกิดอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรน
2. ผู้ชายก็เป็นไมเกรนได้ ไม่ใช่แค่ผู้หญิง
ตัวเลขรายงานอุบัติการณ์ของโรคไมเกรนทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ราว ๆ 12% โดยพบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วนประมาณ 3:1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ดี ไมเกรนสามารถเกิดได้กับทุกช่วงอายุวัย
3. ตัวกระตุ้นไมเกรนของแต่ละคน "ไม่เหมือนกัน"
แสงแดดจ้า อากาศร้อน การอดนอนไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ ความเครียด ควันเผาไหม้ ควันบุหรี่ การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา เป็นตัวอย่างที่พบบ่อยว่าเป็นตัวกระตุ้นการเกิดไมเกรน
ในความเป็นจริง สิ่งกระตุ้นการเกิดไมเกรนอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละราย ตัวอย่างเช่น อาหารบางชนิดโดยเฉพาะคาเฟอีน อาจเป็นตัวกระตุ้นอาการปวดศีรษะในบางราย แต่บางรายอาจจะไม่ส่งผลกระทบ หรือบางรายอาจจะเป็นตัวช่วยลดอาการปวดศีรษะด้วยซ้ำ นอกเหนือจากความแตกต่างในแต่ละคนแล้วอาจยังมีรายละเอียดปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ปริมาณหรือความสม่ำเสมอของการบริโภคคาเฟอีนในแต่ละวัน อีกตัวอย่างที่เป็นสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยแต่มักถูกมองข้ามไป คือ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ดังเช่นผู้ป่วยหลายรายจะมีอาการปวดศีรษะไมเกรนที่สัมพันธ์กับรอบเดือนที่ชัดเจน
4. ขึ้นชื่อว่าไมเกรน คนไหน ๆ ก็อาการเหมือนกัน
นอกเหนือไปจากสิ่งกระตุ้นที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการปวดศีรษะรวมถึงอาการร่วมนอกเหนือจากอาการปวดศีรษะก็ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละคนและแต่ละครั้งของการกำเริบด้วยเช่นกัน ทั้งในช่วงก่อนที่จะเริ่มปวดศีรษะ ช่วงขณะปวด หรือแม้กระทั่งอาการที่ตามหลังอาการปวดศีรษะ ซึ่งอาจไม่ได้ลงรายละเอียดในบทความนี้
5. กิน “ยาไมเกรน” แล้วไม่หาย
คนจำนวนไม่น้อยมักเรียกยาที่ตนเองใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะของตนเองว่า “ยาไมเกรน” ซึ่งหลายครั้งอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกันหรือไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก บทความนี้จึงจะขอกล่าวถึงภาพรวมโดยย่อเพื่อสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น โดยจะขอแบ่งยาที่ใช้ทำการรักษาโรคปวดศีรษะไมเกรนเป็นกลุ่มดังนี้
5.1 ยาแก้อาการปวดศีรษะเฉียบพลัน (abortive medications) คือ ยาที่หยิบมาใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน เทียบได้กับเมื่อมีไข้ เราหยิบยา paracetamol มารับประทานเพื่อ “ลดไข้” ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ที่ใช้กันบ่อย เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs, paracetamol, ยากลุ่ม ergotamine, ยาเม็ดที่มีส่วนประกอบของยาแก้ปวดหลายชนิด, ยากลุ่ม triptans, รวมไปถึงยากลุ่มใหม่ที่อาจมีความจำเพาะต่อกลไกการเกิดโรคปวดศีรษะไมเกรนมากขึ้น เช่น ยากลุ่ม ditans หรือ gepants โดยมีสิ่งที่ต้องเน้นย้ำทำความเข้าใจสำหรับยากลุ่มนี้
กินยาแก้ปวดแล้วหาย/ไม่หาย บ่งบอกอะไรได้บ้าง?
- การกินยาแก้ปวดแล้วหายปวด ไม่ได้บ่งชี้ว่าคุณเป็นไมเกรนเสมอไป ตัวอย่างเช่น การกิน NSAIDs อาจใช้บรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดอื่น หรืออาการปวดจากพยาธิสภาพอื่นได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งยากลุ่ม triptans ยังมีฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะชนิดอื่น นอกเหนือจากไมเกรนได้เช่นกัน
- การกินยาแก้ปวดแล้วไม่หายปวด ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ใช่ไมเกรน ทั้งนี้การตอบสนองต่อยาแก้ปวดยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของยาที่รับประทาน ขนาดยา คุณสมบัติของการปลดปล่อยยา ระยะเวลาที่กินยาหลังเริ่มมีอาการปวดศีรษะ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะในแต่ละครั้ง รวมไปถึงการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยาแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรายเช่นกัน
ทั้งนี้ การรับประทานยากลุ่มนี้เกือบทั้งหมดอาจไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวโรค การรับประทานยากลุ่มนี้บ่อยหรือในปริมาณที่มากอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา นอกจากนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะโรคปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป medication overuse headache (MOH) ซึ่งจะยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้นไปอีก อนึ่ง ยากลุ่ม gepants อาจเป็นข้อยกเว้น
5.2 ยาป้องกันไมเกรน (preventive medications) จุดประสงค์หลักเพื่อการลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบของอาการปวดศีรษะไมเกรน และลดการกินยาแก้ปวดเฉียบพลัน โดยแพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้ยาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ยาในกลุ่มนี้ที่เป็นยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการปวดกำเริบอย่างในกลุ่มที่กล่าวก่อนหน้า โดยจะขอแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆเพื่อง่ายต่อการอธิบาย ดังนี้
- ยากลุ่มที่ไม่ได้จำเพาะกับโรคไมเกรน แต่มีหลักฐานว่าสามารถนำมาใช้ควบคุม ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่มยาลดความดัน ยากันชัก และยารักษาภาวะซึมเศร้า กล่าวโดยภาพรวม ยากลุ่มนี้จะต้องทำการเริ่มยาจากขนาดต่ำและค่อย ๆ ปรับยาขึ้นช้า ๆ เพื่อดูผลของการตอบสนอง และเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยากลุ่มต้านเศร้าเป็นกลุ่มที่อาจสร้างความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของคนไข้กับแพทย์ ในผู้ป่วยบางรายอาจปฏิเสธการใช้ยากลุ่มนี้ด้วยความเชื่อส่วนตัวบางอย่าง ในทางตรงกันข้าม ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ในบางกรณี เช่น ราคายาที่ไม่สูงมากนัก การได้ผลพลอยได้จากการรักษาโรคร่วมด้วยยากลุ่มดังกล่าว เช่น ในรายที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีปัญหาการนอนหลับยาก มีปัญหาเรื่องอารมณ์จิตใจ มีปัญหาโรคปวดจากสาเหตุอื่นร่วม
- ยากลุ่มจำเพาะต่อกลไกการเกิดโรคไมเกรน (CGRP-targeting therapy) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเกิดโรคไมเกรน มีทั้งชนิดฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ฉีดเข้าเส้นเลือด หรือยาชนิดรับประทาน เนื่องด้วยเป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะตามที่ได้กล่าวไป ทำให้ผลข้างเคียงของยาน้อยและประสิทธิภาพในการควบคุมรักษาโรคไมเกรนดีกว่ายากลุ่มก่อนหน้ามาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง
5.3 การรักษาอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น เช่น การฉีดยาโบทูลินุมทอกซิน การใช้อุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาท อาจไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่า “ยา” ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในตัวโรค การสังเกตอาการ การเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การปรับพฤติกรรม การรักษาโรคร่วม รวมไปถึงการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษาและป้องกันโรคเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อมูลจาก : นพ.วรุตม์ สุทธิคนึง และ อ. พญ.ชวนนท์ พิมลศรี
Q&A เจาะลึกเรื่องโรคปวดศีรษะไมเกรน
1. อาการปวดหัวทุกชนิดถือเป็น "ไมเกรน" หรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่ อาการปวดหัวอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้ เช่น โรคปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type headache) หรือเกิดจากปัญหาโครงสร้างรอบกะโหลกศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ โพรงไซนัส และข้อกรามอักเสบ นอกจากนี้ผู้ป่วยหนึ่งรายก็สามารถมีสาเหตุอาการปวดหัวมากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันได้
2. แพทย์ใช้วิธีใดในการวินิจฉัยโรคไมเกรน?
ตอบ: การวินิจฉัยโรคไมเกรนจะอาศัยการซักประวัติลักษณะอาการปวดเป็นสำคัญร่วมกับการตรวจร่างกาย ส่วนการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมทางรังสีวิทยา (เช่น CT หรือ MRI) ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยไมเกรนโดยตรง แต่มีไว้เพื่อตรวจแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดหัวคล้ายไมเกรน
3. โรคไมเกรนพบในเพศไหนได้บ้าง และพบในเพศใดมากกว่ากัน?
ตอบ: โรคไมเกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม สถิติทั่วโลกพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตราส่วนประมาณ 3:1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
4. สิ่งกระตุ้น (Triggers) ที่ทำให้เกิดอาการไมเกรนมีอะไรบ้าง?
ตอบ: สิ่งกระตุ้นที่พบได้บ่อย ได้แก่ แสงแดดจ้า, อากาศร้อน, การอดนอนหรือนอนไม่มีคุณภาพ, ความเครียด, ควันเผาไหม้, ควันบุหรี่, การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย
5. สิ่งกระตุ้นไมเกรนของทุกคนเหมือนกันหรือไม่?
ตอบ: ไม่เหมือนกัน สิ่งกระตุ้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น "คาเฟอีน" อาจเป็นตัวกระตุ้นให้บางคนปวดหัว แต่สำหรับบางคนอาจไม่มีผลกระทบ หรือในบางรายคาเฟอีนอาจช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความสม่ำเสมอในการบริโภค
6. ผู้ป่วยไมเกรนทุกคนจะมีอาการเหมือนกันในแต่ละครั้งหรือไม่?
ตอบ: ไม่เหมือนกัน นอกเหนือจากสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างกันแล้ว อาการปวดศีรษะและอาการร่วมอื่น ๆ ทั้งในช่วงก่อนปวด ระหว่างปวด และหลังปวด ก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และมีความแตกต่างกันได้ในแต่ละครั้งที่มีการกำเริบ
7. การกินยาแก้ปวดแล้วหายปวด หมายความว่าเป็นไมเกรนแน่นอนใช่ไหม?
ตอบ: ไม่เสมอไป การกินยาแก้ปวดแล้วหายไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นไมเกรน เพราะยาแก้ปวดเฉียบพลันบางกลุ่ม เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม triptans มีฤทธิ์ในการบรรเทาและรักษาอาการปวดศีรษะที่เกิดจากโรคอื่นหรือพยาธิสภาพอื่น ๆ ได้เช่นกัน
8. ภาวะ MOH หรือโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป เกิดจากอะไร?
ตอบ: เกิดจากการรับประทานยาแก้ปวดเฉียบพลันบ่อยหรือในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อระงับอาการปวดหัว ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาแล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคปวดหัวชนิด MOH (Medication Overuse Headache) ซ้อนทับเข้ามา ทำให้การรักษามีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น
9. ยาป้องกันไมเกรน (Preventive Medications) มีหลักการใช้อย่างไร?
ตอบ: ยาป้องกันไมเกรนมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ และลดการใช้ยาแก้ปวดเฉียบพลัน ยาในกลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ไม่ใช่การเลือกรับประทานเฉพาะในช่วงที่มีอาการปวดกำเริบ
10. ยาป้องกันไมเกรนกลุ่มจำเพาะ (CGRP-targeting therapy) มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ: ข้อดีเป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อกลไกการเกิดโรคไมเกรน ทำให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้ดีมากและมีผลข้างเคียงน้อย มีทั้งรูปแบบฉีดใต้ผิวหนัง ฉีดเข้าเส้นเลือด และชนิดรับประทาน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินชื่อโรคปวดศีรษะไมเกรน แต่อาจจะยังมีบางประเด็นที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้างเกี่ยวกับโรคนี้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเข้าใจผิด ๆ บางส่วนเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะชนิดนี้กัน และเน้นย้ำทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการการรักษาโรคไมเกรนอย่างถูกต้อง
1. ทุกอาการปวดหัว... ไม่ใช่ "ไมเกรน" เสมอไป
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะ มักเข้าใจและเรียกอาการปวดศีรษะของตนเองจนติดปากว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่ในความเป็นจริงอาการปวดศีรษะอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่น เช่น tension-type headache หรืออาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากพยาธิสภาพรอบกะโหลกศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ โพรงไซนัส ข้อกรามอักเสบ เป็นต้น ในผู้ป่วยหลายรายยังมีอาการปวดศีรษะจากสาเหตุมากกว่าหนึ่งอย่างได้ด้วยเช่นกัน
การวินิฉัยโรคไมเกรนอาศัยประวัติลักษณะอาการปวดเป็นสำคัญร่วมกับการตรวจร่างกาย การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมทางรังสีวิทยาไม่ได้เป็นเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวินิฉัยโรคไมเกรนโดยตรง แต่หากเป็นการใช้เพื่อแยกโรคที่มีพยาธิสภาพอื่นที่อาจสงสัยว่าทำให้เกิดอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรน
2. ผู้ชายก็เป็นไมเกรนได้ ไม่ใช่แค่ผู้หญิง
ตัวเลขรายงานอุบัติการณ์ของโรคไมเกรนทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ราว ๆ 12% โดยพบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อัตราส่วนประมาณ 3:1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ดี ไมเกรนสามารถเกิดได้กับทุกช่วงอายุวัย
3. ตัวกระตุ้นไมเกรนของแต่ละคน "ไม่เหมือนกัน"
แสงแดดจ้า อากาศร้อน การอดนอนไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ ความเครียด ควันเผาไหม้ ควันบุหรี่ การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา เป็นตัวอย่างที่พบบ่อยว่าเป็นตัวกระตุ้นการเกิดไมเกรน
ในความเป็นจริง สิ่งกระตุ้นการเกิดไมเกรนอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละราย ตัวอย่างเช่น อาหารบางชนิดโดยเฉพาะคาเฟอีน อาจเป็นตัวกระตุ้นอาการปวดศีรษะในบางราย แต่บางรายอาจจะไม่ส่งผลกระทบ หรือบางรายอาจจะเป็นตัวช่วยลดอาการปวดศีรษะด้วยซ้ำ นอกเหนือจากความแตกต่างในแต่ละคนแล้วอาจยังมีรายละเอียดปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่น ปริมาณหรือความสม่ำเสมอของการบริโภคคาเฟอีนในแต่ละวัน อีกตัวอย่างที่เป็นสิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยแต่มักถูกมองข้ามไป คือ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ดังเช่นผู้ป่วยหลายรายจะมีอาการปวดศีรษะไมเกรนที่สัมพันธ์กับรอบเดือนที่ชัดเจน
4. ขึ้นชื่อว่าไมเกรน คนไหน ๆ ก็อาการเหมือนกัน
นอกเหนือไปจากสิ่งกระตุ้นที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการปวดศีรษะรวมถึงอาการร่วมนอกเหนือจากอาการปวดศีรษะก็ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละคนและแต่ละครั้งของการกำเริบด้วยเช่นกัน ทั้งในช่วงก่อนที่จะเริ่มปวดศีรษะ ช่วงขณะปวด หรือแม้กระทั่งอาการที่ตามหลังอาการปวดศีรษะ ซึ่งอาจไม่ได้ลงรายละเอียดในบทความนี้
5. กิน “ยาไมเกรน” แล้วไม่หาย
คนจำนวนไม่น้อยมักเรียกยาที่ตนเองใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการปวดศีรษะของตนเองว่า “ยาไมเกรน” ซึ่งหลายครั้งอาจมีความเข้าใจไม่ตรงกันหรือไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก บทความนี้จึงจะขอกล่าวถึงภาพรวมโดยย่อเพื่อสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น โดยจะขอแบ่งยาที่ใช้ทำการรักษาโรคปวดศีรษะไมเกรนเป็นกลุ่มดังนี้
5.1 ยาแก้อาการปวดศีรษะเฉียบพลัน (abortive medications) คือ ยาที่หยิบมาใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน เทียบได้กับเมื่อมีไข้ เราหยิบยา paracetamol มารับประทานเพื่อ “ลดไข้” ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ที่ใช้กันบ่อย เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs, paracetamol, ยากลุ่ม ergotamine, ยาเม็ดที่มีส่วนประกอบของยาแก้ปวดหลายชนิด, ยากลุ่ม triptans, รวมไปถึงยากลุ่มใหม่ที่อาจมีความจำเพาะต่อกลไกการเกิดโรคปวดศีรษะไมเกรนมากขึ้น เช่น ยากลุ่ม ditans หรือ gepants โดยมีสิ่งที่ต้องเน้นย้ำทำความเข้าใจสำหรับยากลุ่มนี้
กินยาแก้ปวดแล้วหาย/ไม่หาย บ่งบอกอะไรได้บ้าง?
- การกินยาแก้ปวดแล้วหายปวด ไม่ได้บ่งชี้ว่าคุณเป็นไมเกรนเสมอไป ตัวอย่างเช่น การกิน NSAIDs อาจใช้บรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดอื่น หรืออาการปวดจากพยาธิสภาพอื่นได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งยากลุ่ม triptans ยังมีฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดศีรษะชนิดอื่น นอกเหนือจากไมเกรนได้เช่นกัน
- การกินยาแก้ปวดแล้วไม่หายปวด ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ใช่ไมเกรน ทั้งนี้การตอบสนองต่อยาแก้ปวดยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของยาที่รับประทาน ขนาดยา คุณสมบัติของการปลดปล่อยยา ระยะเวลาที่กินยาหลังเริ่มมีอาการปวดศีรษะ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะในแต่ละครั้ง รวมไปถึงการตอบสนองของผู้ป่วยต่อยาแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรายเช่นกัน
ทั้งนี้ การรับประทานยากลุ่มนี้เกือบทั้งหมดอาจไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวโรค การรับประทานยากลุ่มนี้บ่อยหรือในปริมาณที่มากอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนจากการใช้ยา นอกจากนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะโรคปวดศีรษะที่เกิดจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป medication overuse headache (MOH) ซึ่งจะยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้นไปอีก อนึ่ง ยากลุ่ม gepants อาจเป็นข้อยกเว้น
5.2 ยาป้องกันไมเกรน (preventive medications) จุดประสงค์หลักเพื่อการลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบของอาการปวดศีรษะไมเกรน และลดการกินยาแก้ปวดเฉียบพลัน โดยแพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้ยาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย ยาในกลุ่มนี้ที่เป็นยาที่ต้องใช้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการใช้เฉพาะช่วงที่มีอาการปวดกำเริบอย่างในกลุ่มที่กล่าวก่อนหน้า โดยจะขอแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆเพื่อง่ายต่อการอธิบาย ดังนี้
- ยากลุ่มที่ไม่ได้จำเพาะกับโรคไมเกรน แต่มีหลักฐานว่าสามารถนำมาใช้ควบคุม ป้องกันอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ เช่น ยาบางชนิดในกลุ่มยาลดความดัน ยากันชัก และยารักษาภาวะซึมเศร้า กล่าวโดยภาพรวม ยากลุ่มนี้จะต้องทำการเริ่มยาจากขนาดต่ำและค่อย ๆ ปรับยาขึ้นช้า ๆ เพื่อดูผลของการตอบสนอง และเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยากลุ่มต้านเศร้าเป็นกลุ่มที่อาจสร้างความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของคนไข้กับแพทย์ ในผู้ป่วยบางรายอาจปฏิเสธการใช้ยากลุ่มนี้ด้วยความเชื่อส่วนตัวบางอย่าง ในทางตรงกันข้าม ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ในบางกรณี เช่น ราคายาที่ไม่สูงมากนัก การได้ผลพลอยได้จากการรักษาโรคร่วมด้วยยากลุ่มดังกล่าว เช่น ในรายที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีปัญหาการนอนหลับยาก มีปัญหาเรื่องอารมณ์จิตใจ มีปัญหาโรคปวดจากสาเหตุอื่นร่วม
- ยากลุ่มจำเพาะต่อกลไกการเกิดโรคไมเกรน (CGRP-targeting therapy) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเกิดโรคไมเกรน มีทั้งชนิดฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ฉีดเข้าเส้นเลือด หรือยาชนิดรับประทาน เนื่องด้วยเป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะตามที่ได้กล่าวไป ทำให้ผลข้างเคียงของยาน้อยและประสิทธิภาพในการควบคุมรักษาโรคไมเกรนดีกว่ายากลุ่มก่อนหน้ามาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง
5.3 การรักษาอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น เช่น การฉีดยาโบทูลินุมทอกซิน การใช้อุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาท อาจไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากที่สำคัญไม่ด้อยไปกว่า “ยา” ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในตัวโรค การสังเกตอาการ การเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การปรับพฤติกรรม การรักษาโรคร่วม รวมไปถึงการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษาและป้องกันโรคเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อมูลจาก : นพ.วรุตม์ สุทธิคนึง และ อ. พญ.ชวนนท์ พิมลศรี
Q&A เจาะลึกเรื่องโรคปวดศีรษะไมเกรน
1. อาการปวดหัวทุกชนิดถือเป็น "ไมเกรน" หรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่ อาการปวดหัวอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้ เช่น โรคปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type headache) หรือเกิดจากปัญหาโครงสร้างรอบกะโหลกศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อคอบ่าไหล่ โพรงไซนัส และข้อกรามอักเสบ นอกจากนี้ผู้ป่วยหนึ่งรายก็สามารถมีสาเหตุอาการปวดหัวมากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกันได้
2. แพทย์ใช้วิธีใดในการวินิจฉัยโรคไมเกรน?
ตอบ: การวินิจฉัยโรคไมเกรนจะอาศัยการซักประวัติลักษณะอาการปวดเป็นสำคัญร่วมกับการตรวจร่างกาย ส่วนการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมทางรังสีวิทยา (เช่น CT หรือ MRI) ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยไมเกรนโดยตรง แต่มีไว้เพื่อตรวจแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้มีอาการปวดหัวคล้ายไมเกรน
3. โรคไมเกรนพบในเพศไหนได้บ้าง และพบในเพศใดมากกว่ากัน?
ตอบ: โรคไมเกรนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศและทุกช่วงอายุ อย่างไรก็ตาม สถิติทั่วโลกพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตราส่วนประมาณ 3:1 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
4. สิ่งกระตุ้น (Triggers) ที่ทำให้เกิดอาการไมเกรนมีอะไรบ้าง?
ตอบ: สิ่งกระตุ้นที่พบได้บ่อย ได้แก่ แสงแดดจ้า, อากาศร้อน, การอดนอนหรือนอนไม่มีคุณภาพ, ความเครียด, ควันเผาไหม้, ควันบุหรี่, การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย
5. สิ่งกระตุ้นไมเกรนของทุกคนเหมือนกันหรือไม่?
ตอบ: ไม่เหมือนกัน สิ่งกระตุ้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น "คาเฟอีน" อาจเป็นตัวกระตุ้นให้บางคนปวดหัว แต่สำหรับบางคนอาจไม่มีผลกระทบ หรือในบางรายคาเฟอีนอาจช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับปริมาณและความสม่ำเสมอในการบริโภค
6. ผู้ป่วยไมเกรนทุกคนจะมีอาการเหมือนกันในแต่ละครั้งหรือไม่?
ตอบ: ไม่เหมือนกัน นอกเหนือจากสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างกันแล้ว อาการปวดศีรษะและอาการร่วมอื่น ๆ ทั้งในช่วงก่อนปวด ระหว่างปวด และหลังปวด ก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และมีความแตกต่างกันได้ในแต่ละครั้งที่มีการกำเริบ
7. การกินยาแก้ปวดแล้วหายปวด หมายความว่าเป็นไมเกรนแน่นอนใช่ไหม?
ตอบ: ไม่เสมอไป การกินยาแก้ปวดแล้วหายไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นไมเกรน เพราะยาแก้ปวดเฉียบพลันบางกลุ่ม เช่น ยาในกลุ่ม NSAIDs หรือยากลุ่ม triptans มีฤทธิ์ในการบรรเทาและรักษาอาการปวดศีรษะที่เกิดจากโรคอื่นหรือพยาธิสภาพอื่น ๆ ได้เช่นกัน
8. ภาวะ MOH หรือโรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกินไป เกิดจากอะไร?
ตอบ: เกิดจากการรับประทานยาแก้ปวดเฉียบพลันบ่อยหรือในปริมาณที่มากเกินไป เพื่อระงับอาการปวดหัว ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาแล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคปวดหัวชนิด MOH (Medication Overuse Headache) ซ้อนทับเข้ามา ทำให้การรักษามีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น
9. ยาป้องกันไมเกรน (Preventive Medications) มีหลักการใช้อย่างไร?
ตอบ: ยาป้องกันไมเกรนมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของการกำเริบ และลดการใช้ยาแก้ปวดเฉียบพลัน ยาในกลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ไม่ใช่การเลือกรับประทานเฉพาะในช่วงที่มีอาการปวดกำเริบ
10. ยาป้องกันไมเกรนกลุ่มจำเพาะ (CGRP-targeting therapy) มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ: ข้อดีเป็นยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อกลไกการเกิดโรคไมเกรน ทำให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้ดีมากและมีผลข้างเคียงน้อย มีทั้งรูปแบบฉีดใต้ผิวหนัง ฉีดเข้าเส้นเลือด และชนิดรับประทาน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


