กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ รักษาได้อย่างไร?

ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) ในขณะไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก เกิดจากท่อปัสสาวะไม่สามารถปิดได้สนิทเมื่อมีกิจกรรมที่เพิ่มความดันภายในช่องท้อง ในขณะกักเก็บน้ำปัสสาวะ มักจะเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

สาเหตุที่ทำให้ท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท เกิดได้จาก

  1. เยื่อบุท่อปัสสาวะฝ่อ (Atrophic urethra) เช่นในผู้ป่วยหมดประจำเดือน
  2. กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ หูรูดท่อปัสสาวะ และอุ้งเชิงกรานบาดเจ็บฉีกขาด ไม่แข็งแรง (Muscle weakness) จากการผ่าตัด การตั้งครรภ์และคลอดบุตร  
  3. เนื้อเยื่อรองรับท่อปัสสาวะฉีกขาดหรือหย่อน (Loss of urethral support) จากการผ่าตัด การตั้งครรภ์และคลอดบุตร  
  4. ระบบประสาทควบคุมกล้ามเนื้อและหูรูดท่อปัสสาวะบกพร่อง (Neurogenic urethral dysfunction) จากโรคหรือภาวะผิดปกติทางสมองและไขสันหลัง

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เพิ่มความดันภายในช่องท้อง เช่น ไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก หรือเรียกว่าอาการไอจามปัสสาวะเล็ด (Symptomatic stress urinary incontinence) สิ่งที่ผู้ป่วยพึงระลึกไว้เสมอคือ อาการไอจามปัสสาวะเล็ดไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) อาจจะเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่าท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท 

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้

  1. มีประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอด หรือมีประวัติการคลอดบุตรยากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยคลอด
  2. น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
  3. สูบบุหรี่เป็นประจำ
  4. มีประวัติการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุที่บริเวณอุ้งเชิงกราน
  5. มีประวัติโรคหรือภาวะผิดปกติทางสมองและไขสันหลัง
  6. การได้รับยารักษาโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่ม Alpha-blockers  

การรักษา

  1. การหยุดสูบบุหรี่ และลดน้ำหนัก
  2. การใช้แผ่นซึมซับหรือผ้าอ้อม ในรายที่ไม่ต้องการรับการรักษาเนื่องจากอาการไม่มาก หรือไม่สามารถให้การรักษาได้เนื่องจากมีความเสี่ยงหรืออาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการรักษา
  3. การฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี ทั้งการฝึกขมิบเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและคลายเต็มที่เพื่อให้สามารถปัสสาวะออกได้สะดวก  
  4. การใช้ยารับประทานหรือยาเหน็บช่องคลอด ได้แก่ ยาฮอร์โมนเอสโทรเจน ยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิดที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะและหูรูดท่อปัสสาวะมีการหดเกร็งมากขึ้น ทั้งนี้จำเป็นที่จะต้องพิจารณาผลดีผลเสียและข้อห้ามของการใช้ยาแต่ละชนิด     
  5. การใช้เครื่องกระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน มักจะใช้ในรายที่ไม่สามารถทำการฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี
  6. การผ่าตัดแก้ไขกลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะเดียวกันทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าวิธีการรักษาอื่นข้างต้น ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะปัสสาวะไม่ออกหรือออกลำบาก ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง   

ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) เป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต (Quality of life) แต่ไม่ใช่ภาวะที่ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต (Life-threatening condition) ดังนั้นการพิจารณาให้การรักษา ผู้ป่วยมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ตามข้อมูลผลดีและผลเสียที่แพทย์ให้

อาการไอจามปัสสาวะเล็ด (Symptomatic stress urinary incontinence) ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) อาจจะเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่าท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท ดังนั้นการได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม ก่อนให้การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมากลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น และเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด

ข้อมูลจาก: รศ. นพ.ภควัฒน์ ระมาตร์


Q&A เกี่ยวกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

1. ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine Stress Urinary Incontinence) คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในขณะไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก ซึ่งเกิดจากท่อปัสสาวะไม่สามารถปิดได้สนิทเมื่อมีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น มักพบได้บ่อยในเพศหญิง

2. อาการไอจามแล้วปัสสาวะเล็ด เกิดจากสาเหตุใดบ้าง?

ตอบ: เกิดจากท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท ซึ่งมีสาเหตุหลัก เช่น เยื่อบุท่อปัสสาวะฝ่อ (เช่น ในวัยหมดประจำเดือน), กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดบาดเจ็บฉีกขาดจากการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร, เนื้อเยื่อรองรับท่อปัสสาวะหย่อนยาน และความผิดปกติของระบบประสาทควบคุมการขับถ่าย

3. ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่?

ตอบ: ผู้ที่มีประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอดหรือคลอดบุตรยาก, มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์, สูบบุหรี่เป็นประจำ, มีประวัติผ่าตัดหรืออุบัติเหตุบริเวณอุ้งเชิงกราน, มีโรคทางสมองและไขสันหลัง รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม Alpha-blockers

4. วิธีรักษากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเบื้องต้นทำอย่างไรได้บ้าง?

ตอบ: สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการหยุดสูบบุหรี่, ลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, ฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี (การขมิบเพื่อเพิ่มความแข็งแรง) และอาจใช้แผ่นซึมซับหรือผ้าอ้อมในกรณีที่อาการไม่รุนแรง

5. การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานช่วยรักษาปัสสาวะเล็ดได้อย่างไร?

ตอบ: ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดท่อปัสสาวะ โดยต้องฝึกให้ถูกวิธี ทั้งการขมิบเพื่อเกร็งกล้ามเนื้อและการคลายตัวอย่างเต็มที่เพื่อให้สามารถขับปัสสาวะออกได้สะดวก

6. การใช้ยาและการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าช่วยรักษาในกรณีใด?

ตอบ: การใช้ยารับประทานหรือยาเหน็บช่องคลอด เช่น ฮอร์โมนเอสโทรเจน ใช้เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะหดเกร็งดีขึ้น ส่วนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง

7. การผ่าตัดรักษาปัสสาวะเล็ดมีประสิทธิภาพและข้อควรระวังอย่างไร?

ตอบ: การผ่าตัดเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่อาจมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าวิธีอื่น เช่น ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ภาวะปัสสาวะไม่ออกหรือออกลำบาก และภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความเสี่ยง

8. อาการไอจามปัสสาวะเล็ดเป็นโรคอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

ตอบ: ไม่ใช่ภาวะที่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต (Life-threatening condition) แต่เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต (Quality of life) เป็นอย่างมาก

9. อาการไอจามปัสสาวะเล็ดที่พบทั่วไปกับภาวะโรคแท้จริงแตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: อาการไอจามปัสสาวะเล็ดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นภาวะ Genuine stress urinary incontinence เสมอไป แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่า จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมจากแพทย์

10. หากต้องการรับคำปรึกษาเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ควรพบแพทย์ที่ไหน?

ตอบ: สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A ของ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) ในขณะไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก เกิดจากท่อปัสสาวะไม่สามารถปิดได้สนิทเมื่อมีกิจกรรมที่เพิ่มความดันภายในช่องท้อง ในขณะกักเก็บน้ำปัสสาวะ มักจะเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

สาเหตุที่ทำให้ท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท เกิดได้จาก

  1. เยื่อบุท่อปัสสาวะฝ่อ (Atrophic urethra) เช่นในผู้ป่วยหมดประจำเดือน
  2. กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ หูรูดท่อปัสสาวะ และอุ้งเชิงกรานบาดเจ็บฉีกขาด ไม่แข็งแรง (Muscle weakness) จากการผ่าตัด การตั้งครรภ์และคลอดบุตร  
  3. เนื้อเยื่อรองรับท่อปัสสาวะฉีกขาดหรือหย่อน (Loss of urethral support) จากการผ่าตัด การตั้งครรภ์และคลอดบุตร  
  4. ระบบประสาทควบคุมกล้ามเนื้อและหูรูดท่อปัสสาวะบกพร่อง (Neurogenic urethral dysfunction) จากโรคหรือภาวะผิดปกติทางสมองและไขสันหลัง

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สัมพันธ์กับกิจกรรมที่เพิ่มความดันภายในช่องท้อง เช่น ไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก หรือเรียกว่าอาการไอจามปัสสาวะเล็ด (Symptomatic stress urinary incontinence) สิ่งที่ผู้ป่วยพึงระลึกไว้เสมอคือ อาการไอจามปัสสาวะเล็ดไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) อาจจะเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่าท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท 

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้

  1. มีประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอด หรือมีประวัติการคลอดบุตรยากต้องใช้อุปกรณ์ช่วยคลอด
  2. น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
  3. สูบบุหรี่เป็นประจำ
  4. มีประวัติการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุที่บริเวณอุ้งเชิงกราน
  5. มีประวัติโรคหรือภาวะผิดปกติทางสมองและไขสันหลัง
  6. การได้รับยารักษาโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่ม Alpha-blockers  

การรักษา

  1. การหยุดสูบบุหรี่ และลดน้ำหนัก
  2. การใช้แผ่นซึมซับหรือผ้าอ้อม ในรายที่ไม่ต้องการรับการรักษาเนื่องจากอาการไม่มาก หรือไม่สามารถให้การรักษาได้เนื่องจากมีความเสี่ยงหรืออาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการรักษา
  3. การฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี ทั้งการฝึกขมิบเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและคลายเต็มที่เพื่อให้สามารถปัสสาวะออกได้สะดวก  
  4. การใช้ยารับประทานหรือยาเหน็บช่องคลอด ได้แก่ ยาฮอร์โมนเอสโทรเจน ยารักษาโรคซึมเศร้าบางชนิดที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะและหูรูดท่อปัสสาวะมีการหดเกร็งมากขึ้น ทั้งนี้จำเป็นที่จะต้องพิจารณาผลดีผลเสียและข้อห้ามของการใช้ยาแต่ละชนิด     
  5. การใช้เครื่องกระตุ้นเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน มักจะใช้ในรายที่ไม่สามารถทำการฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี
  6. การผ่าตัดแก้ไขกลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะเดียวกันทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าวิธีการรักษาอื่นข้างต้น ได้แก่ ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะปัสสาวะไม่ออกหรือออกลำบาก ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง   

ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) เป็นภาวะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต (Quality of life) แต่ไม่ใช่ภาวะที่ส่งผลอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต (Life-threatening condition) ดังนั้นการพิจารณาให้การรักษา ผู้ป่วยมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ตามข้อมูลผลดีและผลเสียที่แพทย์ให้

อาการไอจามปัสสาวะเล็ด (Symptomatic stress urinary incontinence) ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine stress urinary incontinence) อาจจะเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่าท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท ดังนั้นการได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม ก่อนให้การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมากลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น และเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด

ข้อมูลจาก: รศ. นพ.ภควัฒน์ ระมาตร์


Q&A เกี่ยวกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

1. ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด (Genuine Stress Urinary Incontinence) คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในขณะไอ จาม เดิน วิ่ง หรือยกของหนัก ซึ่งเกิดจากท่อปัสสาวะไม่สามารถปิดได้สนิทเมื่อมีความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น มักพบได้บ่อยในเพศหญิง

2. อาการไอจามแล้วปัสสาวะเล็ด เกิดจากสาเหตุใดบ้าง?

ตอบ: เกิดจากท่อปัสสาวะปิดไม่สนิท ซึ่งมีสาเหตุหลัก เช่น เยื่อบุท่อปัสสาวะฝ่อ (เช่น ในวัยหมดประจำเดือน), กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดบาดเจ็บฉีกขาดจากการตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร, เนื้อเยื่อรองรับท่อปัสสาวะหย่อนยาน และความผิดปกติของระบบประสาทควบคุมการขับถ่าย

3. ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่?

ตอบ: ผู้ที่มีประวัติการตั้งครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอดหรือคลอดบุตรยาก, มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์, สูบบุหรี่เป็นประจำ, มีประวัติผ่าตัดหรืออุบัติเหตุบริเวณอุ้งเชิงกราน, มีโรคทางสมองและไขสันหลัง รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม Alpha-blockers

4. วิธีรักษากลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเบื้องต้นทำอย่างไรได้บ้าง?

ตอบ: สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการหยุดสูบบุหรี่, ลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน, ฝึกกายบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี (การขมิบเพื่อเพิ่มความแข็งแรง) และอาจใช้แผ่นซึมซับหรือผ้าอ้อมในกรณีที่อาการไม่รุนแรง

5. การฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานช่วยรักษาปัสสาวะเล็ดได้อย่างไร?

ตอบ: ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดท่อปัสสาวะ โดยต้องฝึกให้ถูกวิธี ทั้งการขมิบเพื่อเกร็งกล้ามเนื้อและการคลายตัวอย่างเต็มที่เพื่อให้สามารถขับปัสสาวะออกได้สะดวก

6. การใช้ยาและการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าช่วยรักษาในกรณีใด?

ตอบ: การใช้ยารับประทานหรือยาเหน็บช่องคลอด เช่น ฮอร์โมนเอสโทรเจน ใช้เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อท่อปัสสาวะหดเกร็งดีขึ้น ส่วนเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ามักใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง

7. การผ่าตัดรักษาปัสสาวะเล็ดมีประสิทธิภาพและข้อควรระวังอย่างไร?

ตอบ: การผ่าตัดเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่อาจมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าวิธีอื่น เช่น ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ, ภาวะปัสสาวะไม่ออกหรือออกลำบาก และภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความเสี่ยง

8. อาการไอจามปัสสาวะเล็ดเป็นโรคอันตรายถึงชีวิตหรือไม่?

ตอบ: ไม่ใช่ภาวะที่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต (Life-threatening condition) แต่เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต (Quality of life) เป็นอย่างมาก

9. อาการไอจามปัสสาวะเล็ดที่พบทั่วไปกับภาวะโรคแท้จริงแตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: อาการไอจามปัสสาวะเล็ดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นภาวะ Genuine stress urinary incontinence เสมอไป แต่อาจเกิดจากความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างที่มีความซับซ้อนมากกว่า จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมจากแพทย์

10. หากต้องการรับคำปรึกษาเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ควรพบแพทย์ที่ไหน?

ตอบ: สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A ของ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง