รอบรู้ โรคต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์เพศชาย มีขนาดเท่าผลลิ้นจี่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น หน้าที่สำคัญคือ ผลิตของเหลวเป็นตัวหล่อลื่นและนำส่งเชื้ออสุจิในขณะที่มีการหลั่งของน้ำอสุจิออกมา

โรคต่อมลูกหมากโต ถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่น่าหนักใจของคุณผู้ชายทั้งหลาย โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อย ๆ โตขึ้น และชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง โดยปกติอาการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าโรคต่อมลูกหมากโตไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่มีวันกลายเป็นมะเร็งไปได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งสองโรคนี้ร่วมกันได้

อาการของโรคต่อมลูกหมากโต สังเกตได้อย่างไร?

  1. ลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 1 - 2 ครั้ง
  2. สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหล ๆ หยุด ๆ
  3. เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  4. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ
  5. ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  6. รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ
  7. ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง

การวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต

  1. ซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาจให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบเกี่ยวกับอาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
  2. ตรวจต่อมลูกหมาก โดยใช้นิ้วที่ทายาหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก หากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แต่ถ้ามีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าพบว่าผลเลือดสูงกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็ก ๆ ผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์
  3. ตรวจสมรรถภาพการขับถ่ายปัสสาวะ โดยดูจากความแรงของการถ่ายปัสสาวะ และจำนวนปัสสาวะที่เหลือค้าง
  4. ตรวจดูภายในกระเพาะปัสสาวะ ด้วยกล้องส่องเมื่อมีความจำเป็น เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

ขั้นตอนและวิธีรักษาโรคต่อมลูกหมากโต

  1. หากผู้ป่วยมีอาการไม่มากนักและไม่วิตกกังวลจนเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ดูอาการสักระยะหนึ่ง ซึ่งระหว่างนี้ผู้ป่วยควรเอาใจใส่เรื่องสุขภาพของตนเองให้ดี และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติมากขึ้น
  2. ถ้าผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยเพราะดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะก่อนนอนก็ควรลดปริมาณการดื่มน้ำ และถ้าถ่ายปัสสาวะบ่อยเพราะรีบไปถ่ายเมื่อปวดก็ควรกลั้นไว้จนเกือบทนไม่ไหว ปริมาณปัสสาวะที่เหมาะสมในการขับถ่ายแต่ละครั้งประมาณ 1 แก้ว หรือห่างกัน 2 ชั่วโมง
  3. เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมากขึ้นแพทย์จึงจะเริ่มให้ยาในการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางชนิดมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก และบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสม
  4. การใช้คลื่นความร้อน เช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในรายผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด
  5. การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ หรือที่เรียกว่า TUR-P (Transurethral Prostatectomy) เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งสามารถทำได้โดยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่าง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ปัสสาวะใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยไว้ไม่รักษา

  1. ปัสสาวะไม่ออกทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป
  2. ปัสสาวะเป็นเลือดเนื่องจากต่อมลูกหมากบวม
  3. กระเพาะปัสสาวะครากหรือมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  4. การทำงานของไตเสื่อมลง และไตวายได้

ดังนั้น ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และเมื่อมีอาการปัสสาวะผิดปกติก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต

1. โรคต่อมลูกหมากโต คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นตามอายุ (มักพบในชายอายุ 50 ปีขึ้นไป) ทำให้ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง ส่งผลให้เกิดอาการปัสสาวะผิดปกติ

2. โรคต่อมลูกหมากโตเป็นมะเร็งหรือไม่?

ตอบ: ไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งสองโรคนี้ร่วมกันได้ จึงควรตรวจคัดกรองกับแพทย์เป็นประจำ

3. ต่อมลูกหมากโตส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศหรือไม่?

ตอบ: โดยปกติแล้วอาการของโรคต่อมลูกหมากโตจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ

4. อาการหลักที่บ่งบอกว่าต่อมลูกหมากโตมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นชัด ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (มากกว่า 1-2 ครั้ง), ปัสสาวะไม่พุ่ง, ไหลช้า, ไหล ๆ หยุด ๆ, รู้สึกปัสสาวะไม่สุด หรือต้องเบ่งและใช้เวลานานกว่าจะปัสสาวะออกมาได้

5. อายุเท่าไหร่ถึงควรเริ่มตรวจต่อมลูกหมาก?

ตอบ: ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี

6. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?

ตอบ: แพทย์จะซักประวัติ, ตรวจต่อมลูกหมากโดยใช้นิ้วคลำผ่านทางทวารหนัก, ตรวจหาค่าเอนไซม์ PSA ในเลือด และอาจตรวจสมรรถภาพการขับถ่ายปัสสาวะหรือส่องกล้องในกรณีที่จำเป็น

7. การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตมีวิธีใดบ้าง?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ได้แก่ การเฝ้าดูอาการ (ถ้าอาการน้อย), การปรับพฤติกรรม (ลดการดื่มน้ำก่อนนอน), การใช้ยา, การใช้คลื่นความร้อนหรือเลเซอร์, และการผ่าตัดขูดต่อมลูกหมาก (TUR-P) สำหรับรายที่มีอาการหนัก

8. จะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา?

ตอบ: อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน, ปัสสาวะเป็นเลือด, นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือเสี่ยงต่อภาวะไตวาย

9. การผ่าตัดต่อมลูกหมาก (TUR-P) ต้องพักฟื้นนานไหม?

ตอบ: ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด โดยระหว่างผ่าตัดจะมีการวางยาเฉพาะส่วนล่าง และต้องใส่สายสวนปัสสาวะประมาณ 3-4 วันแรก

10. สามารถป้องกันการเกิดโรคต่อมลูกหมากโตได้หรือไม่?

ตอบ: ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น แต่การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและทำให้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ต่อมลูกหมาก เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์เพศชาย มีขนาดเท่าผลลิ้นจี่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะและล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น หน้าที่สำคัญคือ ผลิตของเหลวเป็นตัวหล่อลื่นและนำส่งเชื้ออสุจิในขณะที่มีการหลั่งของน้ำอสุจิออกมา

โรคต่อมลูกหมากโต ถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่น่าหนักใจของคุณผู้ชายทั้งหลาย โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อย ๆ โตขึ้น และชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ อาการดังกล่าวเกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง โดยปกติอาการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าโรคต่อมลูกหมากโตไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่มีวันกลายเป็นมะเร็งไปได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งสองโรคนี้ร่วมกันได้

อาการของโรคต่อมลูกหมากโต สังเกตได้อย่างไร?

  1. ลุกขึ้นถ่ายปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 1 - 2 ครั้ง
  2. สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหล ๆ หยุด ๆ
  3. เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  4. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าห้องน้ำทันทีที่ปวดปัสสาวะ
  5. ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  6. รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากปัสสาวะอยู่เรื่อย ๆ
  7. ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง

การวินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโต

  1. ซักประวัติ สอบถามอาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาจให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบเกี่ยวกับอาการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
  2. ตรวจต่อมลูกหมาก โดยใช้นิ้วที่ทายาหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก หากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แต่ถ้ามีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าพบว่าผลเลือดสูงกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็ก ๆ ผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์
  3. ตรวจสมรรถภาพการขับถ่ายปัสสาวะ โดยดูจากความแรงของการถ่ายปัสสาวะ และจำนวนปัสสาวะที่เหลือค้าง
  4. ตรวจดูภายในกระเพาะปัสสาวะ ด้วยกล้องส่องเมื่อมีความจำเป็น เพื่อวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง

ขั้นตอนและวิธีรักษาโรคต่อมลูกหมากโต

  1. หากผู้ป่วยมีอาการไม่มากนักและไม่วิตกกังวลจนเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ดูอาการสักระยะหนึ่ง ซึ่งระหว่างนี้ผู้ป่วยควรเอาใจใส่เรื่องสุขภาพของตนเองให้ดี และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติมากขึ้น
  2. ถ้าผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยเพราะดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะก่อนนอนก็ควรลดปริมาณการดื่มน้ำ และถ้าถ่ายปัสสาวะบ่อยเพราะรีบไปถ่ายเมื่อปวดก็ควรกลั้นไว้จนเกือบทนไม่ไหว ปริมาณปัสสาวะที่เหมาะสมในการขับถ่ายแต่ละครั้งประมาณ 1 แก้ว หรือห่างกัน 2 ชั่วโมง
  3. เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมากขึ้นแพทย์จึงจะเริ่มให้ยาในการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางชนิดมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก และบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสม
  4. การใช้คลื่นความร้อน เช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในรายผู้ป่วยที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัด
  5. การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะ หรือที่เรียกว่า TUR-P (Transurethral Prostatectomy) เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งสามารถทำได้โดยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่าง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ปัสสาวะใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน

ภาวะแทรกซ้อน หากปล่อยไว้ไม่รักษา

  1. ปัสสาวะไม่ออกทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป
  2. ปัสสาวะเป็นเลือดเนื่องจากต่อมลูกหมากบวม
  3. กระเพาะปัสสาวะครากหรือมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  4. การทำงานของไตเสื่อมลง และไตวายได้

ดังนั้น ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และเมื่อมีอาการปัสสาวะผิดปกติก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากโต

1. โรคต่อมลูกหมากโต คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นตามอายุ (มักพบในชายอายุ 50 ปีขึ้นไป) ทำให้ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง ส่งผลให้เกิดอาการปัสสาวะผิดปกติ

2. โรคต่อมลูกหมากโตเป็นมะเร็งหรือไม่?

ตอบ: ไม่ใช่โรคมะเร็ง และจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีทั้งสองโรคนี้ร่วมกันได้ จึงควรตรวจคัดกรองกับแพทย์เป็นประจำ

3. ต่อมลูกหมากโตส่งผลต่อสมรรถภาพทางเพศหรือไม่?

ตอบ: โดยปกติแล้วอาการของโรคต่อมลูกหมากโตจะไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ

4. อาการหลักที่บ่งบอกว่าต่อมลูกหมากโตมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นชัด ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน (มากกว่า 1-2 ครั้ง), ปัสสาวะไม่พุ่ง, ไหลช้า, ไหล ๆ หยุด ๆ, รู้สึกปัสสาวะไม่สุด หรือต้องเบ่งและใช้เวลานานกว่าจะปัสสาวะออกมาได้

5. อายุเท่าไหร่ถึงควรเริ่มตรวจต่อมลูกหมาก?

ตอบ: ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี

6. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?

ตอบ: แพทย์จะซักประวัติ, ตรวจต่อมลูกหมากโดยใช้นิ้วคลำผ่านทางทวารหนัก, ตรวจหาค่าเอนไซม์ PSA ในเลือด และอาจตรวจสมรรถภาพการขับถ่ายปัสสาวะหรือส่องกล้องในกรณีที่จำเป็น

7. การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตมีวิธีใดบ้าง?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ได้แก่ การเฝ้าดูอาการ (ถ้าอาการน้อย), การปรับพฤติกรรม (ลดการดื่มน้ำก่อนนอน), การใช้ยา, การใช้คลื่นความร้อนหรือเลเซอร์, และการผ่าตัดขูดต่อมลูกหมาก (TUR-P) สำหรับรายที่มีอาการหนัก

8. จะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา?

ตอบ: อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน, ปัสสาวะเป็นเลือด, นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือเสี่ยงต่อภาวะไตวาย

9. การผ่าตัดต่อมลูกหมาก (TUR-P) ต้องพักฟื้นนานไหม?

ตอบ: ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์หลังผ่าตัด โดยระหว่างผ่าตัดจะมีการวางยาเฉพาะส่วนล่าง และต้องใส่สายสวนปัสสาวะประมาณ 3-4 วันแรก

10. สามารถป้องกันการเกิดโรคต่อมลูกหมากโตได้หรือไม่?

ตอบ: ต่อมลูกหมากโตเป็นภาวะที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น แต่การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีและรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและทำให้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง