เช็กอาการ วัยทอง หรือยัง?

สตรีวัยทอง หรือสตรีวัยหมดระดู คือสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจอันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง โดยจะวินิจฉัยเมื่อขาดระดูไปนาน 1 ปี อายุเฉลี่ยของสตรีที่เข้าสู่วัยหมดระดูคือ 50 ปี โดยสตรีร้อยละ 95 จะหมดระดูในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี รวมถึงสตรีที่หมดระดูก่อนวัยอันเนื่องมาจากถูกผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้าง ก็จะมีผลต่าง ๆ เกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับสตรีที่หมดระดูตามธรรมชาติ

ปัญหาของสตรีวัยหมดระดู

ปัญหาต่าง ๆ ของสตรีวัยหมดระดูเป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน และผลจากความชราหรือกระบวนการเปลี่ยนตามวัย (aging process) ได้แก่

1. อาการที่สัมพันธ์กับวัยหมดระดู (Menopausal related symptoms)

  • อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก

อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน นับเป็นอาการจำเพาะที่สุดของอาการที่สัมพันธ์กับวัยหมดระดู มักจะเป็นมากในช่วงวัยใกล้หมดระดูและในสตรีวัยหมดระดู พบมากในระยะ 1-2 ปีแรกหลังหมดระดู ส่วนใหญ่อาการก็หายไปได้เอง อาการร้อนมักเริ่มที่หน้า คอ ศีรษะหรือหน้าอก และมีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น บางรายจะมีอาการใจสั่น ระยะเวลาที่มีอาการ อาจนานเพียงไม่กี่วินาทีไปจนถึงหลายนาที และความถี่ตลอดจนความรุนแรงไม่สม่ำเสมอ  เกิดได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนแม้ในขณะหลับ โดยในเวลากลางคืนมักจะมีความถี่และความรุนแรงมากกว่าในเวลากลางวันทำให้ตื่นขึ้นและนอนไม่หลับ มักเกิดร่วมกับอาการเหงื่อออกมาก ผิวหนังร้อน หงุดหงิดอ่อนเพลีย อาจเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ  

การดูแลรักษา: อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากสามารถหายไปได้เอง ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่บาง ถ่ายเทความร้อนได้ดี หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อยู่ในสถานที่ที่อากาศเย็น แต่ในรายที่มีอาการมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าเป็นอาการวัยทองหรือมีโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายอาการวัยทอง เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในสตรีที่มีอาการมาก ต้องให้การรักษาเพื่อลดอาการ การรักษาด้วยฮอร์โมน เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในรายที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนรักษาได้ก็ยังมียาในกลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมนที่ใช้รักษาอาการเหล่านี้ได้ การรักษาด้วยยาเหล่านี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • การเหี่ยวฝ่อของผิวหนัง

ผิวหนังจะเหี่ยวแห้งและบางลงเกิดรอยช้ำได้ง่าย คัน เล็บเปราะหักง่าย ผมร่วง หรือบางลง เป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน และผลจากความชราหรือกระบวนการเปลี่ยนตามวัย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียคอลลาเจน ความหนาของผิวหนังลดลงหลังหมดระดู โดยอาจสูญเสียคอลลาเจนถึงร้อยละ 30 ในระยะ 10 ปีแรก การรักษาโดยให้เอสโทรเจนจะช่วยให้ระดับคอลลาเจนของผิวหนังกลับเข้าสู่ระดับก่อนหมดระดูได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้ริ้วรอยบนใบหน้าดีขึ้น นอกจากนั้น การเหี่ยวฝ่อของผิวหนังยังทำให้การผลิตวิตามินดีที่ผิวหนังลดลงด้วย

การดูแลรักษา: การช่วยลดอาการคันจากผิวแห้ง ได้แก่ ลดการใช้สบู่หรือใช้สบู่อ่อนเวลาอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น การใช้ครีมหรือน้ำมันทาผิวภายหลังอาบน้ำ

  • อาการทางจิตใจ

พบภาวะซึมเศร้า อาการกังวล หงุดหงิด กระวนกระวาย ขาดสมาธิในการทำงาน นอนไม่หลับได้บ่อยขึ้น ไม่มีหลักฐานว่าอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน พบว่าอาการทางจิตใจส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดีในชีวิต และความกังวลเกี่ยวกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความชรา รวมถึงการสูญเสียความสวยงามทางร่างกาย ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางครอบครัวและสังคมด้วย พบอาการซึมเศร้าได้บ่อยในรายที่เป็นกลุ่มอาการก่อนมีระดู

การดูแลรักษา: ความรุนแรงของปัญหานี้จะลดลงได้ หากได้รับความเข้าใจและการเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้าง การหากิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง จะช่วยให้สตรีวัยนี้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า

  • อาการซึ่งเกิดจากการเหี่ยวฝ่อของระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

การขาดเอสโทรเจน ทำให้เกิดการฝ่อและการลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศและท่อปัสสาวะ ทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศบางลง ขนน้อยลง ปากช่องคลอดแคบ ช่องคลอดหดสั้นลงและแห้ง ซีด ผนังช่องคลอดบาง ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัน ระคายเคือง แสบร้อนในช่องคลอด และเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ได้ง่าย ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดลง การหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทำให้กะบังลมหย่อนและมดลูกเคลื่อน มีการเปลี่ยนแปลงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและรอบท่อปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดของท่อปัสสาวะอ่อนแอลง ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะเล็ด 

การดูแลรักษา: อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้โดยการบริหารยาเฉพาะที่ในช่องคลอด เช่น การใช้สารหล่อลื่นช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การใช้สารให้ความชุ่มชื้นในช่องคลอด และการใช้ฮอรโมนเอสโทรเจนเฉพาะที่ในช่องคลอดซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การบริหารกล้ามเนื้อกะบังลมโดยการขมิบช่องคลอดบ่อยๆ ทุกวัน จะช่วยลดปัญหาการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด

การขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะไขมันเลว (LDL) แต่ไขมันดี (HDL) ลดลง ทำให้ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดอุดตันทั้งที่หลอดเลือดหัวใจและสมอง ยิ่งเข้าวัยทองเร็วเท่าไรอัตราเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคนี้เพิ่มมากขึ้นตามอายุโดยเฉพาะสตรีที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและมีความเครียดสูง

การดูแลรักษา: เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ดัชนีมวลกาย 18.5-22.9) งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

3. โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีวัยหมดระดู ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักง่าย แม้ว่าจะได้รับภยันตรายเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยเฉพาะกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ คุณภาพชีวิตแย่ลง และยังทำให้อัตราตายเพิ่มขึ้น ในระยะ 5 ปีแรกหลังหมดระดูร่างกายจะมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วประมาณร้อยละ 20 ของมวลกระดูกทั้งหมด ในสตรีอายุ 70 ปี จะสูญเสียมวลกระดูกไปประมาณร้อยละ 50

การดูแลรักษา: ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง สตรีวัยหมดระดูต้องการแคลเซียมวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย ถั่วเหลือง เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียว เป็นต้น ให้เลือกรับประทานตามความเหมาะสม แหล่งที่มาของแคลเซียม ควรจะได้มาจากอาหารเป็นอันดับแรก แต่ถ้ายังไม่เพียงพอควรให้รับประทานแคลเซียมเสริม นอกจากแคลเซียมแล้วสตรีวัยหมดระดูควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-800 IU สำหรับวิตามินดี เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ร่วมกับฮอร์โมนอื่นๆ ในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายให้คงที่ โดยช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้

การเตรียมตัวเข้าสู่วัยทอง

สตรีทุกคนต้องเข้าสู่ช่วงวัยทอง การเตรียมตัวรับมือก่อนการเปลี่ยนช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้ โดยสามารถรับมือง่าย ๆ ได้ ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเป็นประจำ
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทุกหมู่ โดยเน้นอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ ไม่ควรรับประทานโปรตีนมากเกินไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นและทำให้ไตต้องทำงานหนักเกินไป เพิ่มอาหารประเภทเส้นใย เช่น ผักและผลไม้ ซึ่งจะช่วยลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาล และยังช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  3. เสริมแคลเซียมและวิตามินดี ในกรณีที่ได้จากอาหารไม่เพียงพอ แต่ควรระวังในผู้ที่เป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แนะนำให้ออกกำลังกายชนิดแอโรบิก และมีการลงน้ำหนัก (weight-bearing) เสริมสร้างกล้ามเนื้อ (muscle strengthening) เช่น การวิ่งการเดินเร็ว, การเต้นแอโรบิก, การเล่นเทนนิส เป็นต้น การออกกำลังกายชนิดแอโรบิกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดปริมาณไขมัน LDL ในเลือดและเพิ่ม HDL ส่วนการออกกำลังกายแบบ weight-bearing และ muscle strengthening จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้การทรงตัวดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหักได้
  5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และมีกิจกรรมเพื่อคลายเครียดบ้าง
  6. คู่สมรสควรมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เกี่ยวกับความต้องการและปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ หากมีปัญหาควรปรึกษาแพทย์
  7. ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ควรได้รับการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต ตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต การตรวจปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ ตรวจภายในและเช็คมะเร็งปากมดลูก การตรวจแมมโมแกรม การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเป็นไปตามข้อบ่งชี้ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ในรายที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง อาจตรวจเพิ่มเติมตามที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม

ในกรณีที่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงในวัยทองรบกวนต่อคุณภาพชีวิต อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพื่อที่จะได้พูดคุย ปรึกษา เพื่อเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับตัวเอง


Q&A เกี่ยวกับวัยทอง

1. วัยทอง (Menopause) คืออะไร?

ตอบ: เป็นภาวะที่สตรีหมดประจำเดือนติดต่อกันครบ 1 ปี เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโทรเจน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45-55 ปี

2. อาการเตือนแรกเริ่มของคนที่เป็นวัยทองมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นชัดที่สุดคือ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน และประจำเดือนมาไม่ปกติ

3. วัยทองมักเกิดขึ้นในช่วงอายุเท่าไหร่?

ตอบ: โดยทั่วไปสตรีร้อยละ 95 จะเข้าสู่วัยทองในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี หรือมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50 ปี

4. อาการร้อนวูบวาบในวัยทองเกิดจากอะไรและรักษายังไง?

ตอบ: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ สามารถบรรเทาได้ด้วยการสวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อยู่ในที่อากาศเย็น หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน

5. วัยทองทำไมถึงเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน?

ตอบ: เพราะการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว (ประมาณร้อยละ 20 ใน 5 ปีแรกหลังหมดระดู) ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย

6. ผู้หญิงวัยทองควรรับประทานแคลเซียมวันละเท่าไหร่?

ตอบ: สตรีวัยหมดระดูต้องการปริมาณแคลเซียมวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม จากอาหาร เช่น นม ปลาตัวเล็ก เต้าหู้ ผักใบเขียว หรือรับประทานแคลเซียมเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

7. วัยทองมีผลกระทบต่อระบบปัสสาวะอย่างไรบ้าง?

ตอบ: ทำให้ผิวหนังช่องคลอดบาง แห้ง แสบร้อน มีอาการคัน เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อน ทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะเล็ด

8. อาการทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล เกี่ยวข้องกับวัยทองหรือไม่?

ตอบ: เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ร่วมกับความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สภาพแวดล้อม และความเครียดในชีวิตประจำวัน

9. วิธีการเตรียมตัวรับมือเมื่อเข้าสู่วัยทองต้องทำอย่างไร?

ตอบ: งดสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ, ออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ (Weight-bearing), พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 สตรีวัยทอง หรือสตรีวัยหมดระดู คือสตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจอันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิง โดยจะวินิจฉัยเมื่อขาดระดูไปนาน 1 ปี อายุเฉลี่ยของสตรีที่เข้าสู่วัยหมดระดูคือ 50 ปี โดยสตรีร้อยละ 95 จะหมดระดูในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี รวมถึงสตรีที่หมดระดูก่อนวัยอันเนื่องมาจากถูกผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้าง ก็จะมีผลต่าง ๆ เกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับสตรีที่หมดระดูตามธรรมชาติ

ปัญหาของสตรีวัยหมดระดู

ปัญหาต่าง ๆ ของสตรีวัยหมดระดูเป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน และผลจากความชราหรือกระบวนการเปลี่ยนตามวัย (aging process) ได้แก่

1. อาการที่สัมพันธ์กับวัยหมดระดู (Menopausal related symptoms)

  • อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก

อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน นับเป็นอาการจำเพาะที่สุดของอาการที่สัมพันธ์กับวัยหมดระดู มักจะเป็นมากในช่วงวัยใกล้หมดระดูและในสตรีวัยหมดระดู พบมากในระยะ 1-2 ปีแรกหลังหมดระดู ส่วนใหญ่อาการก็หายไปได้เอง อาการร้อนมักเริ่มที่หน้า คอ ศีรษะหรือหน้าอก และมีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น บางรายจะมีอาการใจสั่น ระยะเวลาที่มีอาการ อาจนานเพียงไม่กี่วินาทีไปจนถึงหลายนาที และความถี่ตลอดจนความรุนแรงไม่สม่ำเสมอ  เกิดได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนแม้ในขณะหลับ โดยในเวลากลางคืนมักจะมีความถี่และความรุนแรงมากกว่าในเวลากลางวันทำให้ตื่นขึ้นและนอนไม่หลับ มักเกิดร่วมกับอาการเหงื่อออกมาก ผิวหนังร้อน หงุดหงิดอ่อนเพลีย อาจเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ  

การดูแลรักษา: อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากสามารถหายไปได้เอง ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่บาง ถ่ายเทความร้อนได้ดี หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อยู่ในสถานที่ที่อากาศเย็น แต่ในรายที่มีอาการมาก ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าเป็นอาการวัยทองหรือมีโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการคล้ายอาการวัยทอง เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ เพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ในสตรีที่มีอาการมาก ต้องให้การรักษาเพื่อลดอาการ การรักษาด้วยฮอร์โมน เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในรายที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนรักษาได้ก็ยังมียาในกลุ่มที่ไม่ใช่ฮอร์โมนที่ใช้รักษาอาการเหล่านี้ได้ การรักษาด้วยยาเหล่านี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • การเหี่ยวฝ่อของผิวหนัง

ผิวหนังจะเหี่ยวแห้งและบางลงเกิดรอยช้ำได้ง่าย คัน เล็บเปราะหักง่าย ผมร่วง หรือบางลง เป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน และผลจากความชราหรือกระบวนการเปลี่ยนตามวัย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียคอลลาเจน ความหนาของผิวหนังลดลงหลังหมดระดู โดยอาจสูญเสียคอลลาเจนถึงร้อยละ 30 ในระยะ 10 ปีแรก การรักษาโดยให้เอสโทรเจนจะช่วยให้ระดับคอลลาเจนของผิวหนังกลับเข้าสู่ระดับก่อนหมดระดูได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้ริ้วรอยบนใบหน้าดีขึ้น นอกจากนั้น การเหี่ยวฝ่อของผิวหนังยังทำให้การผลิตวิตามินดีที่ผิวหนังลดลงด้วย

การดูแลรักษา: การช่วยลดอาการคันจากผิวแห้ง ได้แก่ ลดการใช้สบู่หรือใช้สบู่อ่อนเวลาอาบน้ำ หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น การใช้ครีมหรือน้ำมันทาผิวภายหลังอาบน้ำ

  • อาการทางจิตใจ

พบภาวะซึมเศร้า อาการกังวล หงุดหงิด กระวนกระวาย ขาดสมาธิในการทำงาน นอนไม่หลับได้บ่อยขึ้น ไม่มีหลักฐานว่าอาการเหล่านี้เป็นผลมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน พบว่าอาการทางจิตใจส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดีในชีวิต และความกังวลเกี่ยวกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความชรา รวมถึงการสูญเสียความสวยงามทางร่างกาย ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางครอบครัวและสังคมด้วย พบอาการซึมเศร้าได้บ่อยในรายที่เป็นกลุ่มอาการก่อนมีระดู

การดูแลรักษา: ความรุนแรงของปัญหานี้จะลดลงได้ หากได้รับความเข้าใจและการเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้าง การหากิจกรรมที่เหมาะสมกับตนเอง จะช่วยให้สตรีวัยนี้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า

  • อาการซึ่งเกิดจากการเหี่ยวฝ่อของระบบปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

การขาดเอสโทรเจน ทำให้เกิดการฝ่อและการลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศและท่อปัสสาวะ ทำให้ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศบางลง ขนน้อยลง ปากช่องคลอดแคบ ช่องคลอดหดสั้นลงและแห้ง ซีด ผนังช่องคลอดบาง ซึ่งทำให้เกิดอาการ คัน ระคายเคือง แสบร้อนในช่องคลอด และเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ได้ง่าย ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดลง การหย่อนตัวของกล้ามเนื้อทำให้กะบังลมหย่อนและมดลูกเคลื่อน มีการเปลี่ยนแปลงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและรอบท่อปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดของท่อปัสสาวะอ่อนแอลง ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะเล็ด 

การดูแลรักษา: อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้โดยการบริหารยาเฉพาะที่ในช่องคลอด เช่น การใช้สารหล่อลื่นช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ การใช้สารให้ความชุ่มชื้นในช่องคลอด และการใช้ฮอรโมนเอสโทรเจนเฉพาะที่ในช่องคลอดซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การบริหารกล้ามเนื้อกะบังลมโดยการขมิบช่องคลอดบ่อยๆ ทุกวัน จะช่วยลดปัญหาการกลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด

การขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะไขมันเลว (LDL) แต่ไขมันดี (HDL) ลดลง ทำให้ไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดอุดตันทั้งที่หลอดเลือดหัวใจและสมอง ยิ่งเข้าวัยทองเร็วเท่าไรอัตราเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคนี้เพิ่มมากขึ้นตามอายุโดยเฉพาะสตรีที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มาก มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและมีความเครียดสูง

การดูแลรักษา: เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ดัชนีมวลกาย 18.5-22.9) งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

3. โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะสตรีวัยหมดระดู ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักง่าย แม้ว่าจะได้รับภยันตรายเพียงเล็กน้อยก็ตาม โดยเฉพาะกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ คุณภาพชีวิตแย่ลง และยังทำให้อัตราตายเพิ่มขึ้น ในระยะ 5 ปีแรกหลังหมดระดูร่างกายจะมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วประมาณร้อยละ 20 ของมวลกระดูกทั้งหมด ในสตรีอายุ 70 ปี จะสูญเสียมวลกระดูกไปประมาณร้อยละ 50

การดูแลรักษา: ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง สตรีวัยหมดระดูต้องการแคลเซียมวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาตัวเล็กตัวน้อย ถั่วเหลือง เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียว เป็นต้น ให้เลือกรับประทานตามความเหมาะสม แหล่งที่มาของแคลเซียม ควรจะได้มาจากอาหารเป็นอันดับแรก แต่ถ้ายังไม่เพียงพอควรให้รับประทานแคลเซียมเสริม นอกจากแคลเซียมแล้วสตรีวัยหมดระดูควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-800 IU สำหรับวิตามินดี เป็นวิตามินที่ทำหน้าที่ร่วมกับฮอร์โมนอื่นๆ ในการรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกายให้คงที่ โดยช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้

การเตรียมตัวเข้าสู่วัยทอง

สตรีทุกคนต้องเข้าสู่ช่วงวัยทอง การเตรียมตัวรับมือก่อนการเปลี่ยนช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียนรู้ โดยสามารถรับมือง่าย ๆ ได้ ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเป็นประจำ
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทุกหมู่ โดยเน้นอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ ไม่ควรรับประทานโปรตีนมากเกินไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เนื่องจากทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นและทำให้ไตต้องทำงานหนักเกินไป เพิ่มอาหารประเภทเส้นใย เช่น ผักและผลไม้ ซึ่งจะช่วยลดการดูดซึมไขมันและน้ำตาล และยังช่วยให้การขับถ่ายอุจจาระดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
  3. เสริมแคลเซียมและวิตามินดี ในกรณีที่ได้จากอาหารไม่เพียงพอ แต่ควรระวังในผู้ที่เป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แนะนำให้ออกกำลังกายชนิดแอโรบิก และมีการลงน้ำหนัก (weight-bearing) เสริมสร้างกล้ามเนื้อ (muscle strengthening) เช่น การวิ่งการเดินเร็ว, การเต้นแอโรบิก, การเล่นเทนนิส เป็นต้น การออกกำลังกายชนิดแอโรบิกจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดปริมาณไขมัน LDL ในเลือดและเพิ่ม HDL ส่วนการออกกำลังกายแบบ weight-bearing และ muscle strengthening จะช่วยเพิ่มมวลกระดูกและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้การทรงตัวดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการหกล้มและกระดูกหักได้
  5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และมีกิจกรรมเพื่อคลายเครียดบ้าง
  6. คู่สมรสควรมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เกี่ยวกับความต้องการและปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ หากมีปัญหาควรปรึกษาแพทย์
  7. ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ควรได้รับการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต ตรวจเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต การตรวจปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ ตรวจภายในและเช็คมะเร็งปากมดลูก การตรวจแมมโมแกรม การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกเป็นไปตามข้อบ่งชี้ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ในรายที่มีโรคประจำตัวหรือมีความเสี่ยงต่อโรคบางอย่าง อาจตรวจเพิ่มเติมตามที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม

ในกรณีที่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงในวัยทองรบกวนต่อคุณภาพชีวิต อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์ เพื่อที่จะได้พูดคุย ปรึกษา เพื่อเลือกวิธีการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับตัวเอง


Q&A เกี่ยวกับวัยทอง

1. วัยทอง (Menopause) คืออะไร?

ตอบ: เป็นภาวะที่สตรีหมดประจำเดือนติดต่อกันครบ 1 ปี เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโทรเจน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45-55 ปี

2. อาการเตือนแรกเริ่มของคนที่เป็นวัยทองมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นชัดที่สุดคือ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน และประจำเดือนมาไม่ปกติ

3. วัยทองมักเกิดขึ้นในช่วงอายุเท่าไหร่?

ตอบ: โดยทั่วไปสตรีร้อยละ 95 จะเข้าสู่วัยทองในช่วงอายุระหว่าง 45-55 ปี หรือมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50 ปี

4. อาการร้อนวูบวาบในวัยทองเกิดจากอะไรและรักษายังไง?

ตอบ: เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ สามารถบรรเทาได้ด้วยการสวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด อยู่ในที่อากาศเย็น หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน

5. วัยทองทำไมถึงเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน?

ตอบ: เพราะการขาดฮอร์โมนเอสโทรเจนทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว (ประมาณร้อยละ 20 ใน 5 ปีแรกหลังหมดระดู) ทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย

6. ผู้หญิงวัยทองควรรับประทานแคลเซียมวันละเท่าไหร่?

ตอบ: สตรีวัยหมดระดูต้องการปริมาณแคลเซียมวันละ 1,200-1,500 มิลลิกรัม จากอาหาร เช่น นม ปลาตัวเล็ก เต้าหู้ ผักใบเขียว หรือรับประทานแคลเซียมเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

7. วัยทองมีผลกระทบต่อระบบปัสสาวะอย่างไรบ้าง?

ตอบ: ทำให้ผิวหนังช่องคลอดบาง แห้ง แสบร้อน มีอาการคัน เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อน ทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะเล็ด

8. อาการทางจิตใจ เช่น ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล เกี่ยวข้องกับวัยทองหรือไม่?

ตอบ: เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ร่วมกับความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย สภาพแวดล้อม และความเครียดในชีวิตประจำวัน

9. วิธีการเตรียมตัวรับมือเมื่อเข้าสู่วัยทองต้องทำอย่างไร?

ตอบ: งดสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เน้นแคลเซียมสูงและไขมันต่ำ, ออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ (Weight-bearing), พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจสุขภาพประจำปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง