อาการบ้านหมุน เวียนศีรษะ
อาการบ้านหมุน เวียนศีรษะเป็นคำรวม ๆ ที่หมายถึงอาการสมองตื้อ ไม่แจ่มใส รู้สึกมึนงง โคลงเคลง การทรงตัวไม่ค่อยดี ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย ไม่จำเพาะกับโรคใดโรคหนึ่ง และในบางรายอาจมีอาการบ้านหมุน คือ รู้สึกว่าตัวเองหมุนหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนได้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวนั้นเกิดขึ้นจริง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเวียนศีรษะอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบการทรงตัวของร่างกายตลอดจนความเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น
สาเหตุของอาการ เวียนศีรษะ
1. ความผิดปกติของหูชั้นในหรือระบบสมองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรงตัว
2. ความผิดปกติของระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต หรือสายตา
3. ฤทธิ์ข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด
4. ปัจจัยอื่น ๆ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เมารถ หรือเมาเรือ

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการ เวียนศีรษะ
1. ซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น ตรวจหู ตรวจประสาทและการทรงตัวทั้งหมด
2. หากสงสัยว่ามีสาเหตุจากสมอง อาจจำเป็นต้องมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือเอกซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI) เป็นต้น
วิธีการรักษาอาการ เวียนศีรษะ
1. การรักษาตามสาเหตุของโรค
แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ซึ่งแต่ละโรคจะรักษาแตกต่างกันไป
2. การรักษาตามอาการ
การให้ยา บรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน
3. บริหารระบบทรงตัว
เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลง แนะนำให้บริหารระบบทรงตัว เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้ เช่น การฝึกบริหารสายตา ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขน ขา ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดินและยืน
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
1. ให้ผู้ป่วยนอนบนพื้นราบ ระวังล้ม และพยายามให้ผู้ป่วยมองจุดใดจุดหนึ่งนิ่ง ๆ ไว้
2. หากมีอาการร่วม เช่น พูดไม่ชัด กลืนลำบาก เสียงแหบ แขนหรือขาอ่อนแรง ชา ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
3. ถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติโรคที่เกี่ยวข้องกับหูชั้นใน เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน เป็นต้น แนะนำให้รับประทานยาประจำตัวก่อน หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์
วิธีป้องกันการเกิดอาการ บ้านหมุน
1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด, ความวิตกกังวล, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้) เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม หรือสารคาเฟอีน เช่น ชา น้ำอัดลม กาแฟ และการสูบบุหรี่
3. ออกกำลังกายและบริหารประสาททรงตัวอย่างสม่ำเสมอ
4. หลีกเลี่ยงเสียงดัง และการกระทบกระเทือนบริเวณหู
อาการ บ้านหมุน อันตรายไหม?
อาการบ้านหมุนจะอันตรายหรือไม่อันตรายนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ เพราะถ้าสาเหตุมาจากเนื้องอกหรือเส้นเลือดผิดปกติอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูชั้นในหลุดก็สามารถรักษาได้และไม่เป็นอันตราย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หู คอ จมูก ชั้น 3 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
อาการบ้านหมุน เวียนศีรษะเป็นคำรวม ๆ ที่หมายถึงอาการสมองตื้อ ไม่แจ่มใส รู้สึกมึนงง โคลงเคลง การทรงตัวไม่ค่อยดี ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย ไม่จำเพาะกับโรคใดโรคหนึ่ง และในบางรายอาจมีอาการบ้านหมุน คือ รู้สึกว่าตัวเองหมุนหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนได้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวนั้นเกิดขึ้นจริง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเวียนศีรษะอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของระบบการทรงตัวของร่างกายตลอดจนความเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น
สาเหตุของอาการ เวียนศีรษะ
1. ความผิดปกติของหูชั้นในหรือระบบสมองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรงตัว
2. ความผิดปกติของระบบอื่น ๆ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิต หรือสายตา
3. ฤทธิ์ข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด
4. ปัจจัยอื่น ๆ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เมารถ หรือเมาเรือ

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการ เวียนศีรษะ
1. ซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น ตรวจหู ตรวจประสาทและการทรงตัวทั้งหมด
2. หากสงสัยว่ามีสาเหตุจากสมอง อาจจำเป็นต้องมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือเอกซเรย์สนามแม่เหล็ก (MRI) เป็นต้น
วิธีการรักษาอาการ เวียนศีรษะ
1. การรักษาตามสาเหตุของโรค
แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ซึ่งแต่ละโรคจะรักษาแตกต่างกันไป
2. การรักษาตามอาการ
การให้ยา บรรเทาอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน
3. บริหารระบบทรงตัว
เมื่ออาการเวียนศีรษะน้อยลง แนะนำให้บริหารระบบทรงตัว เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลของระบบประสาททรงตัวได้ เช่น การฝึกบริหารสายตา ฝึกกล้ามเนื้อ คอ แขน ขา ฝึกการเคลื่อนไหวศีรษะและคอ รวมทั้งการเดินและยืน
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
1. ให้ผู้ป่วยนอนบนพื้นราบ ระวังล้ม และพยายามให้ผู้ป่วยมองจุดใดจุดหนึ่งนิ่ง ๆ ไว้
2. หากมีอาการร่วม เช่น พูดไม่ชัด กลืนลำบาก เสียงแหบ แขนหรือขาอ่อนแรง ชา ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
3. ถ้าผู้ป่วยเคยมีประวัติโรคที่เกี่ยวข้องกับหูชั้นใน เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน เป็นต้น แนะนำให้รับประทานยาประจำตัวก่อน หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบมาพบแพทย์
วิธีป้องกันการเกิดอาการ บ้านหมุน
1. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด, ความวิตกกังวล, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, สารก่อภูมิแพ้ (ถ้าแพ้) เป็นต้น
2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม หรือสารคาเฟอีน เช่น ชา น้ำอัดลม กาแฟ และการสูบบุหรี่
3. ออกกำลังกายและบริหารประสาททรงตัวอย่างสม่ำเสมอ
4. หลีกเลี่ยงเสียงดัง และการกระทบกระเทือนบริเวณหู
อาการ บ้านหมุน อันตรายไหม?
อาการบ้านหมุนจะอันตรายหรือไม่อันตรายนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ เพราะถ้าสาเหตุมาจากเนื้องอกหรือเส้นเลือดผิดปกติอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูชั้นในหลุดก็สามารถรักษาได้และไม่เป็นอันตราย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หู คอ จมูก ชั้น 3 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


