ผ่าข้อวันเดียวกลับบ้าน กับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแบบ Same Day Surgery
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแบบ Same Day Surgery คือการให้บริการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับบ้านได้ เป็นการผ่าตัดแนวใหม่ที่ปลอดภัย ไม่เสียเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย แผลผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย ใช้เทคนิคการระงับความรู้สึกที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ในวันผ่าตัด ซึ่งข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบ Same Day Surgery ทำได้เฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าสามารถผ่าตัดแบบนี้ได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการต่าง ๆ ทางทีมแพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยนอนพักต่อเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
การตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด
ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายและพบแพทย์ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนรับการผ่าตัด ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจ ได้แก่ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจด้านอื่น ๆ ตามความจำเป็น
กิจกรรมที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติก่อนการผ่าตัด
1. งดสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และภาวะแทรกซ้อนจากระบบไหลเวียนโลหิต
2. รักษาสุขภาพอนามัยของร่างกาย ปาก ฟัน อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น หากมีฟันผุ เล็บขบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรรักษาให้เรียบร้อยก่อนการผ่าตัด
3. งดโกนขนบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เป็นระยะเวลา 5 วันก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัด
4. ควบคุมอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป
5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
ยาที่ผู้ป่วยควรรับประทานก่อนการผ่าตัด
1. หากผู้ป่วยมียารักษาโรคหัวใจ และยาลดความดันโลหิต สามารถรับประทานได้ตามปกติ และควรรับประทานอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่มาผ่าตัดที่โรงพยาบาล
2. หากผู้ป่วยมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดแบบรับประทาน หรือแบบฉีด ควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง และควรหยุดรับประทาน หรือหยุดฉีดยาในเช้าวันที่งดน้ำ งดอาหารก่อนมาผ่าตัดที่โรงพยาบาล
ยาที่ผู้ป่วยควรงดรับประทานก่อนการผ่าตัด
1. หากผู้ป่วยรับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกร็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด เพื่อพิจารณาหยุดยา 1 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด
2. งดรับประทานยาต้ม ยาหม้อ ยาลูกกลอน น้ำมันปลา โอเมก้า3 โสม แปะก๊วย กระเทียมอัดเม็ด หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรต่าง ๆ
3. หากผู้ป่วยรับประทานยาต้านอักเสบของข้อ เช่น ยารักษาโรครูมาตอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยา 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด
4. หากผู้ป่วยรับประทานยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น lbuprofen , Naproxen , Diclofenac ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนรับการผ่าตัด
การปฏิบัติตัวในวันผ่าตัด
1. ผู้ป่วยจะต้องมาถึงโรงพยาบาลตามเวลาที่กำหนด เพื่อพบเจ้าหน้าที่ที่คลินิกผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และตรวจวัดสัญญาณชีพ
2. เจ้าหน้าที่จะซักประวัติผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการของโรค ประวัติการรักษาในอดีต โรคประจำตัว หรือความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกาย และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาประจำตัวที่ผู้ป่วยรับประทานเป็นประจำ
3. หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้อาหารหรือแพ้ยา กรุณาแจ้งชื่ออาหารหรือยา และอาการที่แพ้ให้แพทย์หรือพยาบาลทราบ
4. เจ้าหน้าที่จะเข็นผู้ป่วยมาที่ห้องเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยต้องถอดเครื่องประดับทุกชนิด รวมทั้งเลนส์ตา และฟันปลอม หากมีฟันครอบ ฟันโยกคลอน ให้แจ้งพยาบาลทราบ
5. ผู้ป่วยจะได้พบแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด เพื่อประเมินอาการอีกครั้ง โดยแพทย์จะใช้ปากกาทำเครื่องหมายบริเวณที่จะทำการผ่าตัด เพื่อเป็นการระบุตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง
6. ผู้ป่วยจะได้พบวิสัญญีแพทย์ เพื่อประเมินการเลือกใช้วิธีระงับความรู้สึกก่อนทำการผ่าตัด

อาการปวดแผลหลังผ่าตัดควรทำอย่างไร
1. การประเมินอาการปวดแผลหลังผ่าตัด สามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยปวดแผลมากน้อยเพียงใด โดยให้ระบุเป็นคะแนน 0-10 ซึ่งมีเกณฑ์การประเมินดังนี้
- 1 - 2 คะแนน : ยอมรับได้ ไม่ต้องการรักษาพยาบาล
- 3 - 4 คะแนน : มีอาการปวดเล็กน้อย สามารถทนได้
- 5 - 6 คะแนน : มีอาการปวดปานกลาง บางครั้งอาจต้องการบรรเทาปวด
- 6 คะแนนขึ้นไป : มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยใช้ยาแก้ปวดร่วมด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ปวดถึงระดับ 10 หรือปวดจนไม่สามารถทนไหว
2. หากรู้สึกเริ่มมีอาการปวดแผลให้ขอยาบรรเทาปวดแบบเนิ่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาในปริมาณน้อย ๆ เช่น เมื่อเริ่มปวดมากกว่า 3 คะแนน สามารถแจ้งกับพยาบาลได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าจะติดยา
3. อย่าปล่อยให้ปวดมาก เพราะจะทำให้ต้องใช้ยาในปริมาณมาก อาการปวดแผลจะทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่ ขยับตัวได้ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้ฟื้นตัวช้า เกิดผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด และท้องอืด
4. หากอาการปวดไม่ทุเลาลง ภายหลังได้รับยาต้องแจ้งให้พยาบาลทราบ ซึ่งโดยปกติยาแก้ปวดชนิดรับประทานจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที - 1 ชั่วโมง และชนิดยาฉีดจะออกฤทธิ์ภายใน 5 - 15 นาที
5. หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือคันภายหลังผ่าตัด (ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของยาแก้ปวดบางชนิด) กรุณาแจ้งพยาบาล เพื่อรับยาแก้อาการดังกล่าว
การดูแลตนเองหลังผ่าตัดในเดือนแรก
1. ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการใช้ข้อเข่าอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการนั่ง ยืน เดิน และการออกกำลังกาย
2. ผู้ป่วยควรเริ่มเดินในระยะสั้น ๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มระยะทาง หรือเพิ่มเวลาเดินให้มากขึ้นในสองสัปดาห์แรกแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน หลังจากนั้นหากผู้ป่วยมีความมั่นใจแล้วก็สามารถเดินด้วยตนเองได้เลย
3. หลังการเดิน หรือนั่งห้อยขา ควรนอนยกปลายเท้าสูง โดยใช้หมอนวางบริเวณขาให้ปลายเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ และวางแผ่นประคบเย็นที่เข่า เพื่อลดอาการบวม
4. ผู้ป่วยควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหกล้ม โดยการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้กีดขวางทางเดิน โดยเปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเดินพื้นต่างระดับ หรือบริเวณพื้นเปียก ภายในห้องน้ำควรมีราวไว้เกาะ
5. ในการทำกิจวัตรประจำวัน ควรทำอย่างช้า ๆ เช่น เวลาเอียงตัว หรือหมุนตัว ไม่ควรทำอย่างทันที
6. ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการใช้ข้อเข่าอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการนั่ง ยืน เดิน และการออกกำลังกาย
7. ผู้ป่วยควรเริ่มเดินในระยะสั้น ๆ ทุก 1 - 2 ชั่วโมง และค่อยๆเพิ่มระยะทาง หรือเพิ่มเวลาเดินให้มากขึ้นในสองสัปดาห์แรกแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน หลังจากนั้นหากผู้ป่วยมีความมั่นใจแล้วก็สามารถเดินด้วยตนเองได้เลย
8. หลังการเดิน หรือนั่งห้อยขา ควรนอนยกปลายเท้าสูง โดยใช้หมอนวางบริเวณขาให้ปลายเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ และวางแผ่นประคบเย็นที่เข่า เพื่อลดอาการบวม
9. ผู้ป่วยควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหกล้ม โดยการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้กีดขวางทางเดิน โดยเปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเดินพื้นต่างระดับ หรือบริเวณพื้นเปียก ภายในห้องน้ำควรมีราวไว้เกาะ
10. ในการทำกิจวัตรประจำวัน ควรทำอย่างช้า ๆ เช่น เวลาเอียงตัว หรือหมุนตัว ไม่ควรทำอย่างทันที

การดูแลตนเองหลังผ่าตัดในระยะ 2- 6 เดือน
1. ในช่วงเวลา 2 - 6 เดือนหลังผ่าตัด ผู้ป่วยอาจจะเดินได้ปกติมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วงพยุงเดิน ช่วงเวลานี้ผู้ป่วยยังต้องกายภาพและฝึกเดินต่อไป ผู้ป่วยจะเริ่มกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้นจนสามารถใช้ข้อเข่าได้เป็นปกติ และควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อเข่าแข็งแรง และใช้งานได้ดีขึ้น
2. ภายหลังการผ่าตัดประมาณ 3 เดือนแรกอาจจะยังรู้สึกว่าข้อเข่ามีบวมและอุ่นเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังการฝึกออกกำลังกายงอเหยียดเข่าใหม่ๆ จึงควรประคบเย็นบริเวณหัวเข่าบ่อยๆ และเวลานอนให้วางเท้าสูงบนหมอน หรือเวลานั่งให้เอาเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัว เพื่อลดอาการบวม
กิจกรรมที่เริ่มทำได้หลังการผ่าตัด
1. การทำงานขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ถ้าลักษณะงานเบา สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 6 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นงานหนัก ควรรอ 3 เดือนหลังการผ่าตัด
2. การเล่นกีฬา ถ้าเป็นกีฬาเบา ๆ เช่น การตีกอล์ฟ สามารถเริ่มเล่นได้หลังการผ่าตัด 3 เดือน แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ
3. การขับรถ ควรเริ่มหลังการผ่าตัดเข่า 3 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถงอเข่าได้ดี
4. การใช้ไม้ค้ำยัน ควรใช้ 1 - 2 สัปดาห์ ภายหลังการผ่าตัด หรือหลังจากนั้นอีกระยะ หากยังไม่แน่ใจ
5. ภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบิดเข่าหรืองอเข่าเกินกว่า 90 องศา
6. การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดประมาณ 2-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
7. สามารถนอนทับด้านที่ผ่าตัดได้ หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
8. สามารถว่ายน้ำได้ เมื่อแผลแห้งสนิทแล้วหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
9. สามารถขึ้นลงบันไดได้ เวลาขึ้นบันไดควรเอาขาข้างที่ไม่ได้ผ่าข้อเข่าขึ้นก่อน แต่ในการลงบันไดควรเอาขาข้างที่ผ่าข้อเข่าลงก่อน แต่ถ้าใช้ไม้เท้าต้องระวังการล้ม
10. สามารถหิ้วของได้ แต่ถ้าเกิน 5 กิโลกรัม ควรรอประมาณ 6 สัปดาห์ หรือหลังจากสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า (แต่ไม่ควรหิ้วของหนักเกิน 10 กิโลกรัม)
อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์
1. มีไข้ หนาวสั่น
2. มีอาการปวดมากขึ้นกว่าปกติ รับประทานยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
3. มีอาการบวมตึงบริเวณขาร่วมกับปวดมาก และสีผิวคล้ำขึ้นจากเดิม
4. งอเข่าได้น้อยลง
5. มีความรู้สึกว่าข้อเข่าหลวม หรือบิดผิดปกติ
6. บริเวณแผลผ่าตัดมีน้ำเหลืองไหลออกมา
7. บริเวณรอบ ๆ แผลผ่าตัดมีลักษณะแดง หรือร้อน
8. ประสบอุบัติเหตุ หกล้มกระทบบริเวณรอบข้อเข่า จนทำให้เดินไม่ไหว หรือทำให้ลงน้ำหนักที่ข้อเข่าไม่ได้
การปฏิบัติตัวเพื่อดูแลรักษาข้อเทียม
1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกิน
2. ควรออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การว่ายน้ำการปั่นจักรยาน การตีกอล์ฟ การเต้นรำ แต่อย่าฝืนบริหารจนเกินกำลัง ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้แรงปะทะ เช่น การเล่นฟุตบอล การวิ่งทางไกล
3. ควรงดการนั่งยอง ๆ นั่งไขว่ห้าง นั่งพับเพียบ หรือการนั่งเก้าอี้เตี้ย ๆ โดยไม่จำเป็น
4. ควรดูแลสุขอนามัยของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ
5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
6. ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแบบ Same Day Surgery คือการให้บริการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับบ้านได้ เป็นการผ่าตัดแนวใหม่ที่ปลอดภัย ไม่เสียเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย แผลผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย ใช้เทคนิคการระงับความรู้สึกที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ในวันผ่าตัด ซึ่งข้อจำกัดของการผ่าตัดแบบ Same Day Surgery ทำได้เฉพาะผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าสามารถผ่าตัดแบบนี้ได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยบางรายยังมีอาการต่าง ๆ ทางทีมแพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยนอนพักต่อเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม
การตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด
ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจร่างกายและพบแพทย์ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนรับการผ่าตัด ซึ่งสิ่งที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจ ได้แก่ การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การตรวจเอกซเรย์ปอด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจด้านอื่น ๆ ตามความจำเป็น
กิจกรรมที่ผู้ป่วยควรปฏิบัติก่อนการผ่าตัด
1. งดสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และภาวะแทรกซ้อนจากระบบไหลเวียนโลหิต
2. รักษาสุขภาพอนามัยของร่างกาย ปาก ฟัน อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น หากมีฟันผุ เล็บขบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรรักษาให้เรียบร้อยก่อนการผ่าตัด
3. งดโกนขนบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง เป็นระยะเวลา 5 วันก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายหลังการผ่าตัด
4. ควบคุมอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวมากเกินไป
5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
ยาที่ผู้ป่วยควรรับประทานก่อนการผ่าตัด
1. หากผู้ป่วยมียารักษาโรคหัวใจ และยาลดความดันโลหิต สามารถรับประทานได้ตามปกติ และควรรับประทานอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่มาผ่าตัดที่โรงพยาบาล
2. หากผู้ป่วยมียาลดระดับน้ำตาลในเลือดแบบรับประทาน หรือแบบฉีด ควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง และควรหยุดรับประทาน หรือหยุดฉีดยาในเช้าวันที่งดน้ำ งดอาหารก่อนมาผ่าตัดที่โรงพยาบาล
ยาที่ผู้ป่วยควรงดรับประทานก่อนการผ่าตัด
1. หากผู้ป่วยรับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือยาต้านเกร็ดเลือด ควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด เพื่อพิจารณาหยุดยา 1 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด
2. งดรับประทานยาต้ม ยาหม้อ ยาลูกกลอน น้ำมันปลา โอเมก้า3 โสม แปะก๊วย กระเทียมอัดเม็ด หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรต่าง ๆ
3. หากผู้ป่วยรับประทานยาต้านอักเสบของข้อ เช่น ยารักษาโรครูมาตอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยา 2 สัปดาห์ก่อนรับการผ่าตัด
4. หากผู้ป่วยรับประทานยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) เช่น lbuprofen , Naproxen , Diclofenac ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนรับการผ่าตัด
การปฏิบัติตัวในวันผ่าตัด
1. ผู้ป่วยจะต้องมาถึงโรงพยาบาลตามเวลาที่กำหนด เพื่อพบเจ้าหน้าที่ที่คลินิกผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และตรวจวัดสัญญาณชีพ
2. เจ้าหน้าที่จะซักประวัติผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการของโรค ประวัติการรักษาในอดีต โรคประจำตัว หรือความผิดปกติอื่น ๆ ของร่างกาย และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาประจำตัวที่ผู้ป่วยรับประทานเป็นประจำ
3. หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้อาหารหรือแพ้ยา กรุณาแจ้งชื่ออาหารหรือยา และอาการที่แพ้ให้แพทย์หรือพยาบาลทราบ
4. เจ้าหน้าที่จะเข็นผู้ป่วยมาที่ห้องเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยต้องถอดเครื่องประดับทุกชนิด รวมทั้งเลนส์ตา และฟันปลอม หากมีฟันครอบ ฟันโยกคลอน ให้แจ้งพยาบาลทราบ
5. ผู้ป่วยจะได้พบแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด เพื่อประเมินอาการอีกครั้ง โดยแพทย์จะใช้ปากกาทำเครื่องหมายบริเวณที่จะทำการผ่าตัด เพื่อเป็นการระบุตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง
6. ผู้ป่วยจะได้พบวิสัญญีแพทย์ เพื่อประเมินการเลือกใช้วิธีระงับความรู้สึกก่อนทำการผ่าตัด

อาการปวดแผลหลังผ่าตัดควรทำอย่างไร
1. การประเมินอาการปวดแผลหลังผ่าตัด สามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยปวดแผลมากน้อยเพียงใด โดยให้ระบุเป็นคะแนน 0-10 ซึ่งมีเกณฑ์การประเมินดังนี้
- 1 - 2 คะแนน : ยอมรับได้ ไม่ต้องการรักษาพยาบาล
- 3 - 4 คะแนน : มีอาการปวดเล็กน้อย สามารถทนได้
- 5 - 6 คะแนน : มีอาการปวดปานกลาง บางครั้งอาจต้องการบรรเทาปวด
- 6 คะแนนขึ้นไป : มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา โดยใช้ยาแก้ปวดร่วมด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ปวดถึงระดับ 10 หรือปวดจนไม่สามารถทนไหว
2. หากรู้สึกเริ่มมีอาการปวดแผลให้ขอยาบรรเทาปวดแบบเนิ่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาในปริมาณน้อย ๆ เช่น เมื่อเริ่มปวดมากกว่า 3 คะแนน สามารถแจ้งกับพยาบาลได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าจะติดยา
3. อย่าปล่อยให้ปวดมาก เพราะจะทำให้ต้องใช้ยาในปริมาณมาก อาการปวดแผลจะทำให้หายใจได้ไม่เต็มที่ ขยับตัวได้ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้ฟื้นตัวช้า เกิดผลเสียต่อระบบไหลเวียนเลือด และท้องอืด
4. หากอาการปวดไม่ทุเลาลง ภายหลังได้รับยาต้องแจ้งให้พยาบาลทราบ ซึ่งโดยปกติยาแก้ปวดชนิดรับประทานจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที - 1 ชั่วโมง และชนิดยาฉีดจะออกฤทธิ์ภายใน 5 - 15 นาที
5. หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือคันภายหลังผ่าตัด (ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนของยาแก้ปวดบางชนิด) กรุณาแจ้งพยาบาล เพื่อรับยาแก้อาการดังกล่าว
การดูแลตนเองหลังผ่าตัดในเดือนแรก
1. ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการใช้ข้อเข่าอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการนั่ง ยืน เดิน และการออกกำลังกาย
2. ผู้ป่วยควรเริ่มเดินในระยะสั้น ๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง และค่อย ๆ เพิ่มระยะทาง หรือเพิ่มเวลาเดินให้มากขึ้นในสองสัปดาห์แรกแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน หลังจากนั้นหากผู้ป่วยมีความมั่นใจแล้วก็สามารถเดินด้วยตนเองได้เลย
3. หลังการเดิน หรือนั่งห้อยขา ควรนอนยกปลายเท้าสูง โดยใช้หมอนวางบริเวณขาให้ปลายเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ และวางแผ่นประคบเย็นที่เข่า เพื่อลดอาการบวม
4. ผู้ป่วยควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหกล้ม โดยการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้กีดขวางทางเดิน โดยเปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเดินพื้นต่างระดับ หรือบริเวณพื้นเปียก ภายในห้องน้ำควรมีราวไว้เกาะ
5. ในการทำกิจวัตรประจำวัน ควรทำอย่างช้า ๆ เช่น เวลาเอียงตัว หรือหมุนตัว ไม่ควรทำอย่างทันที
6. ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องการใช้ข้อเข่าอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการนั่ง ยืน เดิน และการออกกำลังกาย
7. ผู้ป่วยควรเริ่มเดินในระยะสั้น ๆ ทุก 1 - 2 ชั่วโมง และค่อยๆเพิ่มระยะทาง หรือเพิ่มเวลาเดินให้มากขึ้นในสองสัปดาห์แรกแนะนำให้ใช้เครื่องช่วยพยุงเดิน หลังจากนั้นหากผู้ป่วยมีความมั่นใจแล้วก็สามารถเดินด้วยตนเองได้เลย
8. หลังการเดิน หรือนั่งห้อยขา ควรนอนยกปลายเท้าสูง โดยใช้หมอนวางบริเวณขาให้ปลายเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ และวางแผ่นประคบเย็นที่เข่า เพื่อลดอาการบวม
9. ผู้ป่วยควรระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหกล้ม โดยการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้กีดขวางทางเดิน โดยเปิดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเดินพื้นต่างระดับ หรือบริเวณพื้นเปียก ภายในห้องน้ำควรมีราวไว้เกาะ
10. ในการทำกิจวัตรประจำวัน ควรทำอย่างช้า ๆ เช่น เวลาเอียงตัว หรือหมุนตัว ไม่ควรทำอย่างทันที

การดูแลตนเองหลังผ่าตัดในระยะ 2- 6 เดือน
1. ในช่วงเวลา 2 - 6 เดือนหลังผ่าตัด ผู้ป่วยอาจจะเดินได้ปกติมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วงพยุงเดิน ช่วงเวลานี้ผู้ป่วยยังต้องกายภาพและฝึกเดินต่อไป ผู้ป่วยจะเริ่มกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้นจนสามารถใช้ข้อเข่าได้เป็นปกติ และควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อเข่าแข็งแรง และใช้งานได้ดีขึ้น
2. ภายหลังการผ่าตัดประมาณ 3 เดือนแรกอาจจะยังรู้สึกว่าข้อเข่ามีบวมและอุ่นเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังการฝึกออกกำลังกายงอเหยียดเข่าใหม่ๆ จึงควรประคบเย็นบริเวณหัวเข่าบ่อยๆ และเวลานอนให้วางเท้าสูงบนหมอน หรือเวลานั่งให้เอาเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัว เพื่อลดอาการบวม
กิจกรรมที่เริ่มทำได้หลังการผ่าตัด
1. การทำงานขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ถ้าลักษณะงานเบา สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 6 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นงานหนัก ควรรอ 3 เดือนหลังการผ่าตัด
2. การเล่นกีฬา ถ้าเป็นกีฬาเบา ๆ เช่น การตีกอล์ฟ สามารถเริ่มเล่นได้หลังการผ่าตัด 3 เดือน แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ
3. การขับรถ ควรเริ่มหลังการผ่าตัดเข่า 3 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถงอเข่าได้ดี
4. การใช้ไม้ค้ำยัน ควรใช้ 1 - 2 สัปดาห์ ภายหลังการผ่าตัด หรือหลังจากนั้นอีกระยะ หากยังไม่แน่ใจ
5. ภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบิดเข่าหรืองอเข่าเกินกว่า 90 องศา
6. การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดประมาณ 2-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์
7. สามารถนอนทับด้านที่ผ่าตัดได้ หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
8. สามารถว่ายน้ำได้ เมื่อแผลแห้งสนิทแล้วหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
9. สามารถขึ้นลงบันไดได้ เวลาขึ้นบันไดควรเอาขาข้างที่ไม่ได้ผ่าข้อเข่าขึ้นก่อน แต่ในการลงบันไดควรเอาขาข้างที่ผ่าข้อเข่าลงก่อน แต่ถ้าใช้ไม้เท้าต้องระวังการล้ม
10. สามารถหิ้วของได้ แต่ถ้าเกิน 5 กิโลกรัม ควรรอประมาณ 6 สัปดาห์ หรือหลังจากสามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า (แต่ไม่ควรหิ้วของหนักเกิน 10 กิโลกรัม)
อาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์
1. มีไข้ หนาวสั่น
2. มีอาการปวดมากขึ้นกว่าปกติ รับประทานยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
3. มีอาการบวมตึงบริเวณขาร่วมกับปวดมาก และสีผิวคล้ำขึ้นจากเดิม
4. งอเข่าได้น้อยลง
5. มีความรู้สึกว่าข้อเข่าหลวม หรือบิดผิดปกติ
6. บริเวณแผลผ่าตัดมีน้ำเหลืองไหลออกมา
7. บริเวณรอบ ๆ แผลผ่าตัดมีลักษณะแดง หรือร้อน
8. ประสบอุบัติเหตุ หกล้มกระทบบริเวณรอบข้อเข่า จนทำให้เดินไม่ไหว หรือทำให้ลงน้ำหนักที่ข้อเข่าไม่ได้
การปฏิบัติตัวเพื่อดูแลรักษาข้อเทียม
1. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกิน
2. ควรออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น การว่ายน้ำการปั่นจักรยาน การตีกอล์ฟ การเต้นรำ แต่อย่าฝืนบริหารจนเกินกำลัง ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้แรงปะทะ เช่น การเล่นฟุตบอล การวิ่งทางไกล
3. ควรงดการนั่งยอง ๆ นั่งไขว่ห้าง นั่งพับเพียบ หรือการนั่งเก้าอี้เตี้ย ๆ โดยไม่จำเป็น
4. ควรดูแลสุขอนามัยของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ
5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
6. ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


