ดูแลเท้าอย่างไร? เมื่อเป็นเบาหวาน

ปัญหาสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน

   ผู้เป็นเบาหวาน ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทำลายระบบประสาทและหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการดังนี้ 

  1. ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียหาย เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่เท้าจะไม่สามารถรับความรู้สึกจึงมักเกิดแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย
  2. ระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อในเท้าเสียหาย ทำให้เท้าผิดรูป เมื่อเกิดจุดกดทับบริเวณฝ่าเท้าเนื่องจากมีการยืนและเดินลงน้ำหนักในบางตำแหน่งมากเกินไป ทำให้เกิดหนังด้านแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลได้
  3. ระบบประสาทออโตโนมิกเสียหาย ทำให้ผิวหนังแห้งเป็นแผลง่าย

   หากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงขาและเท้ามีปัญหาจะทำให้ขบวนการการรักษาแผลของร่างกายเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อรุนแรงร่วมด้วยผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดเท้าหรือขา ซึ่งผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการถูกตัดขามากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 25 เท่า โดยผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีประวัติการมีแผลมาก่อน มีโอกาสการเกิดแผลซ้ำใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 70 ทั้งนี้พบว่า ร้อยละ 85 ของการสูญเสียสามารถป้องกันได้โดยการตรวจและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้น การตรวจค้นหาและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวาน

   การเกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวานสัมพันธ์กับโรคปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานและโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ได้แก่

  1. เพศชาย                                                                   
  2. อายุ 
  3. สูบบุหรี่
  4. เป็นเบาหวานมานานและมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง  
  5. มีประวัติการตัดนิ้วเท้าหรือขา
  6. เท้าผิดรูปมีหนังด้านแข็งที่ฝ่าเท้า
  7. มีประวัติแผลที่เท้ามาก่อนหรือมีการเกิดแผลซ้ำใน 2-5 ปี
  8. มีจอประสาทตาผิดปกติจากโรคเบาหวาน
  9. มีภาวะแทรกซ้อนที่ไตจากโรคเบาหวาน

การประเมินสภาพเท้าผู้เป็นเบาหวาน

  1. การตรวจเท้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. การประเมินสภาพปลายประสาทโดยใช้ Monofilament น้ำหนัก 10 กรัม
  3. การประเมินการกระจายน้ำหนักฝ่าเท้าด้วยเครื่อง Computerized foot scan
  4. การตรวจคัดกรองภาวะหลอดเลือดแดงตีบ ด้วยวิธี Ankle-Brachial Index (ABI)

ระดับความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

  1. ระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ไม่มีแผลที่เท้าขณะประเมิน ไม่มีประวัติการเป็นแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า ผิวหนังและรูปเท้าผิดปกติ ผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าและชีพจรปกติ
  2. ระดับความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ตรวจพบผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าผิดปกติและ/หรือ ชีพจรเท้าเบาลง หรือตรวจค่า ABI < 0.9 ควรพิจารณาอุปกรณ์เสริมในรองเท้าหรือรองเท้าที่เหมาะสมและนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก 6 เดือน
  3. ระดับความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่มีประวัติมีแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า หรือมีความเสี่ยงปานกลางร่วมกับพบเท้าผิดรูป ควรพิจารณาตัดรองเท้าพิเศษ และนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก 3 เดือน

วิธีการดูแลรักษาเท้าของผู้เป็นเบาหวาน

  1. สำรวจเท้าและทำความสะอาดเท้าทุกวัน หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
  2. ทาโลชั่นทุกวันทันทีภายหลังจากทำความสะอาด
  3. การดูแลเล็บ การตัดเล็บเท้าควรทำด้วยความระมัดระวังและตัดอย่างถูกวิธี
  4. ถ้ามีผิวหนังที่หนา หากพัฒนาจนแข็งเป็นก้อน ควรได้รับการตัดให้ บางทุกๆ 4-8 สัปดาห์ โดยผู้ชำนาญ
  5. เลือกใช้รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะมีขนาดพอดีไม่คับหรือไม่หลวมจนเกินไป
  6. สวมถุงเท้าเพื่อคงความชุ่มชื้นและสามารถลดการเสียดสี
  7. กรณีเกิดบาดแผลต้องรีบพบแพทย์และรักษาโดยเร็ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D

ปัญหาสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน

   ผู้เป็นเบาหวาน ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทำลายระบบประสาทและหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการดังนี้ 

  1. ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียหาย เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่เท้าจะไม่สามารถรับความรู้สึกจึงมักเกิดแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย
  2. ระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อในเท้าเสียหาย ทำให้เท้าผิดรูป เมื่อเกิดจุดกดทับบริเวณฝ่าเท้าเนื่องจากมีการยืนและเดินลงน้ำหนักในบางตำแหน่งมากเกินไป ทำให้เกิดหนังด้านแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลได้
  3. ระบบประสาทออโตโนมิกเสียหาย ทำให้ผิวหนังแห้งเป็นแผลง่าย

   หากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงขาและเท้ามีปัญหาจะทำให้ขบวนการการรักษาแผลของร่างกายเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อรุนแรงร่วมด้วยผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดเท้าหรือขา ซึ่งผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการถูกตัดขามากกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวานถึง 25 เท่า โดยผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีประวัติการมีแผลมาก่อน มีโอกาสการเกิดแผลซ้ำใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 70 ทั้งนี้พบว่า ร้อยละ 85 ของการสูญเสียสามารถป้องกันได้โดยการตรวจและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้น การตรวจค้นหาและดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพเท้าในผู้เป็นเบาหวาน

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวาน

   การเกิดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวานสัมพันธ์กับโรคปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานและโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ได้แก่

  1. เพศชาย                                                                   
  2. อายุ 
  3. สูบบุหรี่
  4. เป็นเบาหวานมานานและมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง  
  5. มีประวัติการตัดนิ้วเท้าหรือขา
  6. เท้าผิดรูปมีหนังด้านแข็งที่ฝ่าเท้า
  7. มีประวัติแผลที่เท้ามาก่อนหรือมีการเกิดแผลซ้ำใน 2-5 ปี
  8. มีจอประสาทตาผิดปกติจากโรคเบาหวาน
  9. มีภาวะแทรกซ้อนที่ไตจากโรคเบาหวาน

การประเมินสภาพเท้าผู้เป็นเบาหวาน

  1. การตรวจเท้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. การประเมินสภาพปลายประสาทโดยใช้ Monofilament น้ำหนัก 10 กรัม
  3. การประเมินการกระจายน้ำหนักฝ่าเท้าด้วยเครื่อง Computerized foot scan
  4. การตรวจคัดกรองภาวะหลอดเลือดแดงตีบ ด้วยวิธี Ankle-Brachial Index (ABI)

ระดับความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

  1. ระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ไม่มีแผลที่เท้าขณะประเมิน ไม่มีประวัติการเป็นแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า ผิวหนังและรูปเท้าผิดปกติ ผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าและชีพจรปกติ
  2. ระดับความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่ตรวจพบผลการประเมินการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเองที่เท้าผิดปกติและ/หรือ ชีพจรเท้าเบาลง หรือตรวจค่า ABI < 0.9 ควรพิจารณาอุปกรณ์เสริมในรองเท้าหรือรองเท้าที่เหมาะสมและนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก 6 เดือน
  3. ระดับความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้เป็นเบาหวานที่มีประวัติมีแผลที่เท้าหรือถูกตัดขา / เท้า / นิ้วเท้า หรือมีความเสี่ยงปานกลางร่วมกับพบเท้าผิดรูป ควรพิจารณาตัดรองเท้าพิเศษ และนัดตรวจเท้าอย่างละเอียดทุก 3 เดือน

วิธีการดูแลรักษาเท้าของผู้เป็นเบาหวาน

  1. สำรวจเท้าและทำความสะอาดเท้าทุกวัน หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
  2. ทาโลชั่นทุกวันทันทีภายหลังจากทำความสะอาด
  3. การดูแลเล็บ การตัดเล็บเท้าควรทำด้วยความระมัดระวังและตัดอย่างถูกวิธี
  4. ถ้ามีผิวหนังที่หนา หากพัฒนาจนแข็งเป็นก้อน ควรได้รับการตัดให้ บางทุกๆ 4-8 สัปดาห์ โดยผู้ชำนาญ
  5. เลือกใช้รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะมีขนาดพอดีไม่คับหรือไม่หลวมจนเกินไป
  6. สวมถุงเท้าเพื่อคงความชุ่มชื้นและสามารถลดการเสียดสี
  7. กรณีเกิดบาดแผลต้องรีบพบแพทย์และรักษาโดยเร็ว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง