ไขข้อข้องใจ เรื่องอาหารของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

   ความเชื่อเรื่องอาหารของผู้ป่วยรักษามะเร็งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก โดยอาจมาจากการบอกเล่าหรือข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต คำแนะนำเหล่านี้บ่อยครั้งทำให้เกิดความสับสน นักกำหนดอาหารจึงมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาให้เข้าใจและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

Q: ทำไมผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่ถึงน้ำหนักลดลง

A: สาเหตุที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีน้ำหนักลดมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากมีความอยากอาหารลดลง โดยสาเหตุเกิดจากร่างกายมีการอักเสบ และหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมความหิว-อิ่ม ผู้ป่วยจึงไม่อยากรับประทานอาหาร
  2. ผู้ป่วยรับประทานอาหารแล้วร่างกายไม่สามารถเก็บพลังงานไว้ได้ เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยมีความผิดปกติของระบบการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ระบบการทำงานของร่างกายอยู่ในภาวะการอักเสบ (stress systemic inflammation) ทำให้พลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถเก็บไว้ในไขมัน หรือกล้ามเนื้อได้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงทำให้น้ำหนักลดลงได้ง่าย
  3. ความเชื่อทางด้านอาหารต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ารับประทานอาหารบางกลุ่ม หรือความเชื่อที่ส่งเสริมให้รับประทานอาหารบางชนิดมากเป็นพิเศษ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับพลังงานและสารอาหารที่ไม่เพียงพอ
  4. เมื่อเป็นโรคมะเร็งแล้ว จะมีกระบวนการที่ทำให้เกิดการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานมากขึ้น หากผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะเกิดกระบวนการดึงพลังงานและโปรตีนออกจากกล้ามเนื้อที่มีอยู่ในร่างกายมาใช้ จึงทำให้น้ำหนักของผู้ป่วยลดลง

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานน้ำตาลได้หรือไม่

A: สามารถรับประทานน้ำตาลได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม จากงานวิจัย ของ Ruxton และคณะ ในปี 2010 และจากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่าน้ำตาลไม่ได้เร่งการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคมีความสำคัญ เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย และมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคอ้วนซึ่งจากงานวิจัยหลายงานวิจัยระบุว่า โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งอื่นๆ ได้

Q: นมวัวเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่่

A: การบริโภคนมวัวไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และไม่มีผลไปเร่งให้ก้อนเนื้อร้ายโตขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 ดังนั้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถดื่มนมวัวได้ หากดื่มนมวัวแล้วท้องเสียสามารถรับประทานโยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองแทนได้

Q: โปรตีนจากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ ถ้าดื่มทุกวันเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้หรือไม่

A: ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม แต่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำอีกด้วย ความเชื่อนี้มาจากแนวคิดว่าในถั่วเหลืองจะมีไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ที่ออกฤทธิ์เหมือน

ฮอร์โมนเพศหญิง จึงเชื่อว่าจะทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงถั่วเหลืองและเต้าหู้มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่อ่อนกว่าฮอร์โมนเพศหญิงที่ผลิตในร่างกายมาก การได้รับฮอร์โมนในถั่วเหลือง จึงเป็นการป้องกันการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายที่มากเกินไป

การบริโภคถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะการศึกษาที่ทำในผู้หญิงเอเชียจะยิ่งเห็นผลป้องกันชัดเจน มีรายงานการวิจัยในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว และผ่านการรักษาแล้ว โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมในงานวิจัยทั้งหมด คือ 164,416 ราย จากการวิเคราะห์งานวิจัยทั้งหมด พบว่าการรับประทานเต้าหู้เป็นประจำเป็นระยะเวลา 12 เดือน หลังรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ และลดอัตราการตายร่วมได้

ไขข้อข้องใจ เรื่องอาหารของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Q: การรับประทานอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: จริง เพราะกล่องโฟมทำมาจากพลาสติกชนิดหนึ่ง เมื่อได้รับความร้อน สารอันตรายที่เป็นส่วนผสมจะปนเปื้อนสู่อาหาร เมื่อสะสมในปริมาณมากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานของหมักดองได้หรือไม่

A: ไม่แนะนำให้รับประทาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยกองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่า การบริโภคปลาอินทรีย์เค็ม ปลาทูเค็ม (Cantonese-style salted fish) อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งโพรงจมูก (Nasopharynx) และการบริโภคอาหารหมักดองด้วยเกลืออาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric cancer) ได้

Q: สมุนไพรสามารถช่วยรักษามะเร็งได้หรือไม่ (ทั้งจากธรรมชาติและแบบสกัด)

A: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะยืนยันผลของสมุนไพรในการรักษามะเร็ง ต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม อีกทั้งการใช้ยาสมุนไพรบางชนิดไม่ทราบผลข้างเคียงที่ชัดเจนและยังมีข้อมูลน้อยเกี่ยวกับผลของปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร (Herb-drug interactions) หากผู้ป่วยจะรับประทานสมุนไพร ไม่ควรละทิ้งการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย

Q: เห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่

A: จากผลการศึกษางานวิจัย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนว่าการใช้เห็ดหลินจือสามารถช่วยการรักษาโรคมะเร็งได้ เนื่องจากกลไกในการช่วยรักษาโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน หากผู้ป่วยต้องการรับประทานเห็ดหลินจือแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนรับประทานและปฏิบัติตัวตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด รวมถึงรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานวิตามินเสริมได้หรือไม่ มีความจำเป็นหรือไม่ และวิตามินช่วยลดหรือป้องกันการเกิดมะเร็งได้หรือไม่

A: ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่ขาดสารอาหาร หรือวิตามิน โดยแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้พิจารณาเสริมวิตามินที่ขาดให้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่าไม่มีอาหารเสริมใดที่แนะนำสำหรับการลดหรือป้องกันโรคมะเร็ง

ทั้งนี้การรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกาย รับประทานผักและผลไม้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ รวมถึงรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ มีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าการรับประทานวิตามินเสริม หรืออาหารเสริมอื่นๆ

Q: ถั่งเช่าใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอคำถามเกี่ยวกับการศึกษาการใช้ถั่งเช่าในการรักษาโรคมะเร็งในคน
ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง อีกทั้งมีข้อควรระวังของการใช้ถั่งเช่าดังนี้

  1. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  2. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive) ทั้งนี้เพราะว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  3. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะอาจมีผลเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาลในเลือด จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนเกิดอันตราย

Q: กัญชาใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: กัญชาไม่ใช่ยารักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาเพียงพอที่จะสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งในคน อีกทั้งกัญชาเป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์แบบผสมผสาน ทั้งกระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาทจึงไม่แนะนำให้ใช้

Q: อาหารที่ช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

A: แหล่งของโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อแดงและเนื้อขาว ไข่ นม ถั่วเหลือง สามารถช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด มีการศึกษาหลายงานวิจัย ที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารกับการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจะขอยกตัวอย่างงานวิจัย ดังนี้

  1. เปรียบเทียบการรับประทานเนื้อปลากับเนื้อแดง พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 8 สัปดาห์ ผลของเฟอร์ริติน (Ferritin) หรือเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin) ในผู้ป่วยที่รับประทานเนื้อปลากับเนื้อแดง มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงไม่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทั้งเนื้อแดงและเนื้อขาว
  2. เปรียบเทียบการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลักกับการรับประทานผักเป็นหลัก พบว่าการรับประทานเนื้อสัตว์จะเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอาจทำให้ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้
  3. เปรียบเทียบการรับประทานอาหารมังสวิรัติที่รับประทานไข่กับนม กับกลุ่มที่รับประทานทุกอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์ พบว่าผลเลือดไม่แตกต่างกัน

Q: น้ำมะพร้าวเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่

A: ไม่จริง น้ำมะพร้าวประกอบไปด้วย น้ำ น้ำตาลและเกลือแร่เป็นหลัก จึงไม่ได้มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณในการรับประทานให้เหมาะสม

Q: ทุเรียนเทศสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: ยังสรุปไม่ได้ว่าทุเรียนเทศสามารถช่วยรักษามะเร็งได้เนื่องจากข้อมูลที่พบมีเพียงในสัตว์ทดลอง (หนู) และในหลอดทดลอง ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์ (clinical trial) เกี่ยวกับสรรพคุณของทุเรียนเทศทางด้านการรักษาโรคมะเร็ง

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ คลิก!! ติดตามข่าวสารกับนักกำหนดอาหาร

   ความเชื่อเรื่องอาหารของผู้ป่วยรักษามะเร็งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก โดยอาจมาจากการบอกเล่าหรือข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต คำแนะนำเหล่านี้บ่อยครั้งทำให้เกิดความสับสน นักกำหนดอาหารจึงมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาให้เข้าใจและปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง

Q: ทำไมผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่ถึงน้ำหนักลดลง

A: สาเหตุที่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีน้ำหนักลดมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยลง เนื่องจากมีความอยากอาหารลดลง โดยสาเหตุเกิดจากร่างกายมีการอักเสบ และหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ส่งผลต่อศูนย์ควบคุมความหิว-อิ่ม ผู้ป่วยจึงไม่อยากรับประทานอาหาร
  2. ผู้ป่วยรับประทานอาหารแล้วร่างกายไม่สามารถเก็บพลังงานไว้ได้ เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยมีความผิดปกติของระบบการเผาผลาญพลังงาน (metabolism) ระบบการทำงานของร่างกายอยู่ในภาวะการอักเสบ (stress systemic inflammation) ทำให้พลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปไม่สามารถเก็บไว้ในไขมัน หรือกล้ามเนื้อได้ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงทำให้น้ำหนักลดลงได้ง่าย
  3. ความเชื่อทางด้านอาหารต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้ารับประทานอาหารบางกลุ่ม หรือความเชื่อที่ส่งเสริมให้รับประทานอาหารบางชนิดมากเป็นพิเศษ ส่งผลทำให้ผู้ป่วยอาจได้รับพลังงานและสารอาหารที่ไม่เพียงพอ
  4. เมื่อเป็นโรคมะเร็งแล้ว จะมีกระบวนการที่ทำให้เกิดการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้ร่างกายต้องการพลังงานมากขึ้น หากผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะเกิดกระบวนการดึงพลังงานและโปรตีนออกจากกล้ามเนื้อที่มีอยู่ในร่างกายมาใช้ จึงทำให้น้ำหนักของผู้ป่วยลดลง

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานน้ำตาลได้หรือไม่

A: สามารถรับประทานน้ำตาลได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม จากงานวิจัย ของ Ruxton และคณะ ในปี 2010 และจากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่าน้ำตาลไม่ได้เร่งการเกิดเซลล์มะเร็ง แต่ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคมีความสำคัญ เนื่องจากการบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย และมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคอ้วนซึ่งจากงานวิจัยหลายงานวิจัยระบุว่า โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งอื่นๆ ได้

Q: นมวัวเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่่

A: การบริโภคนมวัวไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และไม่มีผลไปเร่งให้ก้อนเนื้อร้ายโตขึ้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 ดังนั้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถดื่มนมวัวได้ หากดื่มนมวัวแล้วท้องเสียสามารถรับประทานโยเกิร์ต หรือนมถั่วเหลืองแทนได้

Q: โปรตีนจากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ ถ้าดื่มทุกวันเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้หรือไม่

A: ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม แต่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำอีกด้วย ความเชื่อนี้มาจากแนวคิดว่าในถั่วเหลืองจะมีไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ที่ออกฤทธิ์เหมือน

ฮอร์โมนเพศหญิง จึงเชื่อว่าจะทำให้ฤทธิ์ของฮอร์โมนเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงถั่วเหลืองและเต้าหู้มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่อ่อนกว่าฮอร์โมนเพศหญิงที่ผลิตในร่างกายมาก การได้รับฮอร์โมนในถั่วเหลือง จึงเป็นการป้องกันการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายที่มากเกินไป

การบริโภคถั่วเหลืองช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะการศึกษาที่ทำในผู้หญิงเอเชียจะยิ่งเห็นผลป้องกันชัดเจน มีรายงานการวิจัยในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว และผ่านการรักษาแล้ว โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมในงานวิจัยทั้งหมด คือ 164,416 ราย จากการวิเคราะห์งานวิจัยทั้งหมด พบว่าการรับประทานเต้าหู้เป็นประจำเป็นระยะเวลา 12 เดือน หลังรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งซ้ำ และลดอัตราการตายร่วมได้

ไขข้อข้องใจ เรื่องอาหารของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Q: การรับประทานอาหารที่บรรจุในกล่องโฟมเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: จริง เพราะกล่องโฟมทำมาจากพลาสติกชนิดหนึ่ง เมื่อได้รับความร้อน สารอันตรายที่เป็นส่วนผสมจะปนเปื้อนสู่อาหาร เมื่อสะสมในปริมาณมากจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานของหมักดองได้หรือไม่

A: ไม่แนะนำให้รับประทาน จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยกองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่า การบริโภคปลาอินทรีย์เค็ม ปลาทูเค็ม (Cantonese-style salted fish) อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งโพรงจมูก (Nasopharynx) และการบริโภคอาหารหมักดองด้วยเกลืออาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric cancer) ได้

Q: สมุนไพรสามารถช่วยรักษามะเร็งได้หรือไม่ (ทั้งจากธรรมชาติและแบบสกัด)

A: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะยืนยันผลของสมุนไพรในการรักษามะเร็ง ต้องมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม อีกทั้งการใช้ยาสมุนไพรบางชนิดไม่ทราบผลข้างเคียงที่ชัดเจนและยังมีข้อมูลน้อยเกี่ยวกับผลของปฏิกิริยาระหว่างยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร (Herb-drug interactions) หากผู้ป่วยจะรับประทานสมุนไพร ไม่ควรละทิ้งการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย

Q: เห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่

A: จากผลการศึกษางานวิจัย ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนว่าการใช้เห็ดหลินจือสามารถช่วยการรักษาโรคมะเร็งได้ เนื่องจากกลไกในการช่วยรักษาโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน หากผู้ป่วยต้องการรับประทานเห็ดหลินจือแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนรับประทานและปฏิบัติตัวตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด รวมถึงรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย

Q: ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานวิตามินเสริมได้หรือไม่ มีความจำเป็นหรือไม่ และวิตามินช่วยลดหรือป้องกันการเกิดมะเร็งได้หรือไม่

A: ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานวิตามินเสริม ยกเว้นผู้ป่วยบางรายที่ขาดสารอาหาร หรือวิตามิน โดยแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้พิจารณาเสริมวิตามินที่ขาดให้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย กองทุนสนับสนุนงานวิจัยโรคมะเร็งระดับนานาชาติ (World Cancer Research Fund International) ในปี 2018 พบว่าไม่มีอาหารเสริมใดที่แนะนำสำหรับการลดหรือป้องกันโรคมะเร็ง

ทั้งนี้การรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกาย รับประทานผักและผลไม้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ รวมถึงรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ มีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งมากกว่าการรับประทานวิตามินเสริม หรืออาหารเสริมอื่นๆ

Q: ถั่งเช่าใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอคำถามเกี่ยวกับการศึกษาการใช้ถั่งเช่าในการรักษาโรคมะเร็งในคน
ส่วนใหญ่เป็นการทดลองในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง อีกทั้งมีข้อควรระวังของการใช้ถั่งเช่าดังนี้

  1. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  2. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive) ทั้งนี้เพราะว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  3. ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะอาจมีผลเสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาลในเลือด จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนเกิดอันตราย

Q: กัญชาใช้รักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: กัญชาไม่ใช่ยารักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาเพียงพอที่จะสนับสนุนถึงฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งในคน อีกทั้งกัญชาเป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์แบบผสมผสาน ทั้งกระตุ้นประสาท กดประสาท และหลอนประสาทจึงไม่แนะนำให้ใช้

Q: อาหารที่ช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

A: แหล่งของโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อแดงและเนื้อขาว ไข่ นม ถั่วเหลือง สามารถช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด มีการศึกษาหลายงานวิจัย ที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารกับการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งจะขอยกตัวอย่างงานวิจัย ดังนี้

  1. เปรียบเทียบการรับประทานเนื้อปลากับเนื้อแดง พบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 8 สัปดาห์ ผลของเฟอร์ริติน (Ferritin) หรือเม็ดเลือดแดง (Hemoglobin) ในผู้ป่วยที่รับประทานเนื้อปลากับเนื้อแดง มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงไม่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทั้งเนื้อแดงและเนื้อขาว
  2. เปรียบเทียบการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลักกับการรับประทานผักเป็นหลัก พบว่าการรับประทานเนื้อสัตว์จะเพิ่มเม็ดเลือดขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารมังสวิรัติอาจทำให้ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้
  3. เปรียบเทียบการรับประทานอาหารมังสวิรัติที่รับประทานไข่กับนม กับกลุ่มที่รับประทานทุกอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์ พบว่าผลเลือดไม่แตกต่างกัน

Q: น้ำมะพร้าวเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งจริงหรือไม่

A: ไม่จริง น้ำมะพร้าวประกอบไปด้วย น้ำ น้ำตาลและเกลือแร่เป็นหลัก จึงไม่ได้มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคไตเสื่อมเรื้อรัง ควรควบคุมปริมาณในการรับประทานให้เหมาะสม

Q: ทุเรียนเทศสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่

A: ยังสรุปไม่ได้ว่าทุเรียนเทศสามารถช่วยรักษามะเร็งได้เนื่องจากข้อมูลที่พบมีเพียงในสัตว์ทดลอง (หนู) และในหลอดทดลอง ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์ (clinical trial) เกี่ยวกับสรรพคุณของทุเรียนเทศทางด้านการรักษาโรคมะเร็ง

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ คลิก!! ติดตามข่าวสารกับนักกำหนดอาหาร


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง